
2024 Wrapped
เกือบจะเข้าเดือนที่ 3 ของปีแล้ว กว่าผมจะมีเวลานั่งทบทวนตัวเอง และเขียนอะไรไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งความจริงควรทำตั้งแต่ต้นปี แต่ก็นั่นแหละครับ — 2024 มันเริ่มต้นจากความฉุกละหุก จบท้ายปีด้วยความฉิบหายวายป่วง กว่าจะมีเวลาว่างจริงๆ ก็เกือบเกือบไตรมาสแรกของอีกปีไปแล้ว หวังว่าจะไม่สายไปเท่าไหร่ สำหรับการทบทวนตัวเอง และวางแผนในปีนี้
จริงๆ แล้วไอ้การนั่งจ้องอยู่กับสมุดบันทึก และ Reflect ตัวเองในปีที่ผ่าน เป็นอะไรที่ง่ายดายสำหรับผมมาก แต่พอมองย้อนกลับไปในปี 2024 กลับเป็นการ Reflect ที่ยากที่สุด เพราะสมุดบันทึกเล่มเก่าของผม มันดันแน่นไปด้วย To-Do List ที่ขีดๆ ฆ่าๆ โยงเส้นกันวุ่นวายไปหมด โยงเส้นมั่วซั่วเหมือนแผนที่ลับของสมาคมลับอะไรสักอย่าง แม้ปีที่ผ่านมา ผมพยายามหาวิธีใหม่ให้ตัวเองจดโน้ตได้เร็วขึ้น สรุปจบที่การ ฉีกกระดาษ A4 ให้เป็น A5 หรือ A6 แยกเป็นชิ้นๆ วางไว้ ถ้ามีไอเดียด่วนปุ๊บก็หยิบมาเขียนได้ทันที แต่ข้อเสียคือ มันดันกระจัดกระจายเต็มโต๊ะทำงานไปหมด ในขณะที่โต๊ะทำงานคนอื่น เต็มไปด้วยอาร์ตทอยสุดน่ารัก แต่โต๊ะผมกลับเต็มไปด้วยเศษกระดาษ เก่าๆ ที่เขียนอะไรไม่รู้ ขนาดตัวเองก็ยังอ่านไม่ออก
แต่ก็นั้นแหละครับ บทเรียนข้อแรกของปี: "เร็ว" ไม่ได้แปลว่า "ดี" เสมอไป
ขอย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2023 อย่างจริงจังหน่อย
ผมที่เพิ่งเหนื่อยหนักจากการทำงาน Digital Agency ในฐานะ UX/UI Designer ที่โหมงานหนักมาทั้งปี สุดท้ายก็ตัดสินใจลาออกกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดเพื่อชาร์จพลัง แต่ยังไม่ทันจะได้นั่งพักหายใจเต็มปอด ก็มีโทรศัพท์จากรุ่นพี่ที่เคยร่วมงานกันมาก่อน ชวนไปทำงานที่บริษัท Software House แห่งหนึ่ง
‘แม้จะชื่อว่า Software House แต่ที่นี่ทำแค่ไม่กี่โปรดักต์’ รุ่นพี่บอก พร้อมเสริมด้วยคำว่า ‘งานไม่หนัก’ ผมใช้เวลาตัดสินใจแค่ไม่กี่วัน ก็ส่งเรซูเม่กับพอร์ตไปแบบมั่นใจสุด ๆ เพราะคิดว่า "ไม่มีอะไรหนักไปกว่างาน Agency อีกแล้ว" และแน่นอนครับ ผมคิดผิด!
ไอ้บ้าเอ้ย! ใครบอกว่างาน In-House ไม่หนัก ขอเถียงคอเป็นเอ็น ถึงแม้ว่างาน In-House จะไม่ได้หนักตลอดเวลาแบบ Agency แต่ ปัญหามันเกิดขึ้นตลอดไม่รู้จบ ต่างจาก Agency ที่ปัญหามักจะมีแค่ตอนเวลาลูกค้ากระแอม เพื่อให้เราหยุดพรีเซนต์ หรือ Reject ดีไซน์ที่เราออกแบบไปอย่างสวยงามตรงตามบรีฟคำว่ามินิมอล แต่ดันคอมเม้นท์มาว่า ‘พี่ว่ามันเรียบไป’
พี่ครับ มินิมอลดีไซน์ อิสอะ design less (ที่คือเถียงในใจ)
สุดท้ายปัญหาใหญ่ก็แค่นั้น เอาไปแก้กลับมาขายใหม่ ลูกค้ายิ้มก็เท่ากับความผิดบาปที่เคยมีทั้งหมดมันหายไปแล้ว แต่ In-House ไม่ได้ทำกันแบบนั้นครับ ปัญหามันคือ "ทุกเรื่องเป็นปัญหาใหญ่หมด" และที่แย่กว่าคือ "ไม่รู้จะเริ่มแก้จากตรงไหนก่อน" เผลอ ๆ วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาคือ เอาตัวเองออกจากปัญหาไปเลย จบจือ
บทเรียนข้อที่สองของปี: "ไม่มีองค์กรไหนดีที่สุด"
ถ้าไม่งานหนักก็มีปัญหาหลายอย่างที่ต้องแก้ ถ้าไม่เรื่องงาน ก็เรื่องเงิน ถ้าไม่เรื่องเงิน ก็เรื่องคน ถ้าไม่เรื่องคนก็เราเองนี่แหละที่เป็นปัญหา มันกลายเป็นเรื่องดาษดื่นทั่วไปเสียแล้ว ถ้าโชคดีหน่อยย้ายองค์กรไป ก็แค่หนีเสือไปปะจระเข้ แต่ถ้าโชคร้ายหน่อยหนีเสือไปปะตัวเห้ (ก็จะลำบากเราอีก)
Checklist งานในฝัน (ที่แทบไม่มีอยู่จริง)
ถ้าอยากรู้ว่างานที่ทำอยู่มัน "โอเค" แค่ไหน ลองเช็ก 4 ข้อนี้
งานดี – งานไม่หนักเกินไป Work-Life Balance ดี เหมาะกับทักษะ และความสามารถของเรา
เงินดี – ไม่ได้หมายถึง "เยอะ" แต่หมายถึงเหมาะสมกับงาน และเราพอใจกับมัน
สังคมดี – เพื่อนร่วมงานโอเค ช่วยเหลือกัน ไม่นินทา ไม่แทงข้างหลัง คุยกันรู้เรื่อง กล้าให้ Feedback
หัวหน้าดี – อันนี้สำคัญมาก ถ้าเช็กข้อนี้ผ่าน ชีวิตทำงานง่ายขึ้นเยอะ ขอแค่หัวหน้า ‘พี่ไม่ได้ใส่อารมณ์’ กับเรา ก็บุญแล้ว และที่สำคัญคือ หัวหน้าต้องเข้าใจบทบาทตัวเอง และ Respect บทบาทของเราด้วย
ถ้าที่ทำงานใคร
- เช็กได้ 2 ใน 4: ก็พออยู่ได้ ไม่ถึงขั้นสบายมาก แต่มาตรฐานขององค์กรทั่วไปก็ประมาณนี้แหละ
- เช็กได้ 3 ใน 4: อันนี้จะเริ่มอิจฉาแล้ว ถือว่าเป็นองค์กรที่เราอยู่ได้สบายๆ เลย
- แต่ถ้าเช็กได้ 4 ใน 4: กระซิบตำแหน่งว่างมาหน่อยนะครับ ผมพร้อมส่งพอร์ต!
แต่ถ้าใครเช็กแล้วได้ 1 ใน 4 หรือ ไม่มีเลยสักข้อ อาจจะต้องลองถามตัวเองดูว่า “งานที่เราทำอยู่มันยังแฮปปี้อยู่ไหม” เพราะสุดท้าย ต่อให้บริษัทจะดีแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่มีความสุข มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ตรงนั้น มองหาบริษัทที่ให้ความสำคัญ และให้คุณค่าในตัวเราดีกว่า อย่าปล่อยให้ตัวเองค่อย ๆ สลายคุณค่าของตัวเองไปเรื่อยๆ จน Burnout หรือแย่กว่านั้น คือกลายเป็นใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีคุณค่าอะไรเลย
เพราะท้ายที่สุด องค์กรสามารถหาคนใหม่มาแทนเราได้เสมอ แล้วเราล่ะ “จะฮีลตัวเองให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งได้เมื่อไหร่ไม่รู้”
เริ่มปี 2024 กับงานใหม่ – UX Designer ล้วน ๆ
ผมเริ่มต้นปี 2024 ด้วยงานใหม่ ในฐานะ UX Designer เพียวๆ เพราะผมยากลำบากกับการต้องทำ UI ที่ "คนนี้ว่าสวย" แต่ "คนนั้นว่าไม่สวย" มาตลอด หลายครั้งเรายังไม่ถูกใจกับงานตัวเองเลย แต่ลูกค้ากลับชอบเอาเสียดื้อๆ สุดท้าย ตัดสินใจหันหัวเรือไปทาง UX ซึ่งเป็นสิ่งที่ถนัดและชอบมากกว่า และถือว่าโชคดีที่บริษัทใหม่ ให้คุณค่ากับ UX-UI อย่างจริงจัง แถมแบ่ง Role กันชัดเจน นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมเลือกที่นี่เหมือนกัน
โปรเจกต์แรกที่ได้จับคือ Re-Design เว็บไซต์บริษัท แน่นอนว่า สาย Agency อย่างเรา ผ่านศึกมาเยอะ ครูพักลักจำมาเต็มที่ งานนี้เลยจัดเต็มทุกเม็ด ตั้งแต่ Pain Point ไปจนถึง Concept ต่อด้วย Mood Tone และเล่าเป็น Story เรียกได้ว่าทำ Landing Page หน้าเดียว แต่ลากสไลด์พรีเซนต์ยาว ยังกะไปพิชชิ่งกับลูกค้า
และผลลัพธ์ก็คือ ออกมาดี! ทุกคนชอบ! นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมถูกดึงไปทำ -UX Strategy- ต่อแบบไม่ทันตั้งตัว
เดือนกุมภาพันธ์: ถูกดึงไปทำ UX Strategy แบบไม่ทันตั้งตัว
ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ บริษัทต้องการ Concept อะไรบางอย่างมาครอบแอปพลิเคชันสายมู และผมก็ถูกดึงไปเป็น Lead สำหรับ UX Strategy ของแอปตัวนี้ และได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากทีม UX-UI กว่า 8 ชีวิตที่นี่
ต้องเล่าก่อนว่า แอปตัวนี้ผ่านกระบวนการ Design Thinking มาแล้ว หนำซ้ำยังออกแบบ UI และขึ้น Dev ไปบ้างแล้วด้วยซ้ำ แต่ปัญหาคือ ฝั่ง Business เพิ่งเริ่มตั้งไข่ และต้องการ Blueprint อะไรสักอย่าง ที่ช่วยยึดโยงทิศทางของแอป หวยเลยมาออกที่ "เอาไอ้ตัวอ้วนๆ ที่รีดีไซน์หน้าเว็บเรา แล้วทำสไลด์พูดเกือบชั่วโมงมาทำสิ้ มันเรียกว่าอะไรนะ?" แน่นอนครับ ไอ้ตัวอ้วนๆ คนนั้นก็คือ ผมเอง และสิ่งที่เขาต้องการก็คือ UX Strategy
และนี่คือจุดเริ่มต้นของ "งานเผา" ที่ผมหนีมาแต่ก็ไม่เคยรอด
ผมจึงมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนนี้ โดยใช้เวลาเกือบสองอาทิตย์ เผาแล้ว เผาอีก เผาจนไม่มีที่จะเผา นี่น่ะหรอ ชีวิตที่หนีจาก Agency มา In-House สุดท้ายก็มาเจองานเผาอีกเหมือนเดิม แต่สุดท้าย ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ที่เขียนเรื่องนี้ไม่มีอะไรครับ แค่เป็นการตอกย้ำสิ่งที่เคยบอกไปว่า “ไม่มีองค์กรไหนดีที่สุด” สุดท้ายมันก็จะเหมือนการหนีเสือปะจระเข้อยู่ดี อยู่ที่ว่าเราแฮปปี้กับที่ตรงไหนมากกว่ากัน ซึ่งตอนนั้นผมพูดได้เต็มปากว่า “เออ ที่นี่ก็แฮปปี้” ดีนะ
ขอออกตัวก่อนนิด: ที่ผมลาออกจากที่เก่า ไม่ใช่ไม่แฮปปี้นะครับ แค่ตอนนั้นรู้สึกเหนื่อย ช่วงนั้นผม Burnout สุดๆ ตื่นมาแล้วไม่อยากไปทำงาน ไม่อยากเจอใคร ทุกวัน! พอมีทางเลือก ผมเลยตัดสินใจลาออก ซึ่งไอ้ความรู้สึกนั้น เป็นความรู้สึกกับงานล้วนๆ ผมจะรู้สึกว่า เราทำงานได้ไม่ดีเลย มันกลายเป็นกดดันตัวเอง ซึ่งที่ทำงานเก่านี่ดีมาก เปรียบเสมือนโรงเรียนทักษะที่สำคัญสำหรับผมมาก ให้ผมได้เรียนรู้ และสะสมประสบการณ์เยอะมาก จนกลายเป็นตัวผมในทุกวันนี้ "ผมยังรู้สึกขอบคุณจนถึงทุกวันนี้" ก่อนนอนยังสวดมนต์ให้เสมอ (ไม่ได้พูดเล่นด้วย)
จากสายมู สู่สายหาคู่
หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้ย้ายไปทำ โปรเจกต์ใหม่ คราวนี้เป็น Dating App ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน (ในแง่ไหนก็ไม่แน่ใจ) แน่นอนครับว่า โดนลากไปทำ UX Strategy ตั้งแต่ต้น เพราะ Requirement จริงๆ มีแค่สามประโยค นั่นก็คือ
“พี่อยากทำเดทติ้งแอป”
“ที่ไม่เหมือนใคร”
“และไม่มีใครเหมือน”
เราก็เลยต้อง ตบตีปรับจูนกันในทีม จนค่อยๆ ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เรียกได้ว่า 'สร้างแอปตั้งแต่ไอเดียของ Owner เลยจริงๆ' แต่ระหว่างนั้น ทีมก็มีปัญหานิดหน่อย
ปัญหาหลัก คือ Performance บางคนไม่เหมาะกับ Role และผลงานที่ออกมาก็เห็นได้ชัดว่า ยังไม่ถึงมาตรฐาน สุดท้าย ก็ต้องมีคนถูกเชิญออกไปตามระเบียบของบริษัท (ซึ่งฟังดูเหมือนง่าย แต่ใช้เวลากว่า 6 เดือน — จะหาว่าบริษัทผมโหดก็ไม่ได้นะครับ ทุกอย่างมี Process)
ถ้าคิดในฐานะองค์กร สิ่งที่เกิดขึ้นมันสมเหตุสมผลแล้วครับ ใครทำงานไม่ได้ หรือไม่ดีพอ สุดท้ายก็ไปต่อด้วยกันไม่ได้ ตอนนั้น ผมเข้าใจสุดๆ แต่พอมองย้อนกลับไปในฐานะ "เพื่อนร่วมงาน" และมนุษย์คนหนึ่ง ผมกลับรู้สึกว่า ผมอาจจะทำตัวไม่เหมาะสมเท่าไหร่
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ผมมองเห็นก็คือ "ผมคิดไปเองว่าเขาน่าจะเข้าใจปัญหาของตัวเองได้" ผมคาดหวังว่าเขาน่าจะรู้ตัวว่า Performance ของเขาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เพราะองค์กรอาจมีมาตรฐานที่ต้องรักษา แต่ความจริงก็คือ "เราแต่ละคนรับรู้โลกไม่เหมือนกัน" สิ่งที่ชัดเจนสำหรับผม อาจไม่ชัดเจนสำหรับเขาเลยก็ได้
ถ้าผมให้ Feedback ตรงๆ ตั้งแต่แรก อธิบายให้ชัดว่าองค์กรคาดหวังอะไร และช่วยให้เขาเข้าใจถึงจุดที่ควรพัฒนา เรื่องราวอาจจะเปลี่ยนไป หรืออย่างน้อยเขาจะได้มีโอกาสในการปรับตัวมากกว่านี้ บางครั้ง "คนอาจจะไม่ได้แย่ แค่ไม่มีใครบอกเขาว่าควรปรับปรุงตรงไหนรึเปล่า" และนั่นเป็นบทเรียนที่เจ็บที่สุดของปีนี้
บทเรียนข้อที่สามของปี: "คนเราชอบคิดว่า คนอื่นจะคิดได้เหมือนเรา"
เราคิดแบบนี้ได้ คนอื่นก็ต้องคิดแบบนี้ได้สิ ผมเลยมาตระหนักได้ว่า “อ่อ โลกมันหมุนรอบตัวเองนี่หว่า ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา” เราใช้ชีวิตผ่านมุมมองของตัวเองมาตลอด เลยเผลอคิดว่าสิ่งที่เรารู้หรือเข้าใจ คนอื่นก็น่าจะรู้และเข้าใจเหมือนกัน สมองของเรามีแนวโน้มจะสรุปข้อมูลเร็วๆ และใช้ประสบการณ์ตัวเองเป็นตัววัดว่าคนอื่นจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร ซึ่งไม่ถูกต้องเลย ถ้าเราเพียงแค่ ฝึกฟังให้มากขึ้น ถามความคิดเห็นของคนอื่นก่อนจะสรุป ว่าพวกเขาคิดอะไร อย่าเพิ่งด่วนสรุป อย่าเพิ่งด่วนตัดสินคนอื่นโดยข้อมูลที่หมุนรอบตัวเรา เปิดใจกับมุมมองที่แตกต่าง พยายามเข้าใจว่าคนอื่นมีพื้นฐานชีวิตและความคิดที่แตกต่างจากเรา ผมว่าแค่นี้ก็น่าจะช่วยได้แล้ว แต่เอาเข้าจริงชีวิตก็แบบนี้แหละครับ
จากมนุษย์เงินเดือนสุดเบื่อ สู่โปรเจกต์ที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้ทำ
ระหว่างที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนแสนน่าเบื่อไปเรื่อยๆ ในช่วงกลางปี ผมก็ได้มีโอกาส ได้เริ่มต้นทำในสิ่งที่อยากทำมานานมาก เป็นฝันที่ไม่กล้าฝัน ผมกับเพื่อนตกลงกันว่าจะทำแอปตัวหนึ่ง เป็นแอปเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เพราะเพื่อนเลี้ยงชูก้าไรเดอร์อยู่หลายสิบตัว (ไม่รู้ว่าจะเปิดสวนสัตว์เมื่อไหร่) ส่วนผมเคยเลี้ยงเจ้าเหมียวตัวเล็กเมื่อนานมามากกกกกแล้ว
ผมกับเพื่อนมีโอกาสเรียนคอร์สหนึ่ง ที่บังเอิญได้คุยกันเรื่องสัตว์เลี้ยงในคลาส เวลาที่ใช้คุยกันเรื่องนี้ แค่ 4 นาที แต่ 4 นาทีนี้เปลี่ยนชีวิตผมไปเลย ผมเรียกมันว่า “4 นาทีทองในชีวิต” ถ้าไม่มีการคุยกันในวันนั้น ผมคงพลาดสองสิ่งสำคัญไป
หนึ่งคือเพื่อนรัก ที่มีโอกาสน้อยมากที่จะเจอกันได้ เราเป็นสายดื่มด้วยกันทั้งคู่ เรียกได้ว่าดื่มจนคนอื่นเห็นถือแก้วไปมาในออฟฟิศตอนเที่ยงวัน ก็จะรู้กันทันทีว่าในแก้วไม่ใช่น้ำเปล่า หรือกาแฟแน่ๆ ผมกับเพื่อนมีอะไรหลายอย่าง ที่คล้ายๆ กัน ประสบพบเจอกับเรื่องราวอะไรบางอย่างมาคล้ายกัน อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เราสนิทกันก็ได้
อย่างที่สองคือ ความฝันในความเป็นไปได้ ผมเป็นมนุษย์ชอบฝัน ยิ่งตอนกลางวันจะฝันหลายเรื่องหน่อย หนึ่งในนั้นก็คือ ‘มีสตาร์พอัพเป็นของตัวเอง’ แต่ผมรู้ตัวดีว่า เป็นคนเข็นไอเดียตัวเองไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ เพราะเป็นคนชอบคิดมากกว่าทำ พอคิดอะไรดีๆ มาได้ ทำไปได้สักพักก็จะล้มเลิกไปเอง ถือว่าเป็นข้อเสียอันใหญ่หลวงของผมเหมือนกัน แต่การได้เจอกับเพื่อนรักคนนี้ เปรียบเสมือนเจอจิ๊กซอ ที่มันขาดหายไป ที่จะทำให้ภาพความฝันนั้นมันสมบูรณ์ขึ้น (ปล. นี่ไม่ใช่ประโยคขอแต่งงาน)
เราเริ่มต้นโปรเจคของตัวเองขึ้นมา ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานคุยกัน ตั้งแต่ไอเดียเริ่มต้น ออกแบบแอปพลิเคชั่น จนถึงแผนธุรกิจ ใช้เวลาประมาณสามเดือน โปรเจคนี้ก็ก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้น และตอนนั้นเพิ่งมีน้องใหม่เข้ามาในทีมได้ไม่นาน ก็เลยชวนมาทำด้วยกัน ก็ถือเป็นอีกส่วนผสมหนึ่งในจานอาหาร ที่ไม่รู้จะลงตัว หรือเหลือทิ้ง แต่ก็นี่แหละคน รุ่นบุกเบิกของแอปพลิเคชั่นรับเลี้ยงสัตว์ ที่ปั้นมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว จนกลางปีนี้ก็ยังไม่มีแพลนว่าจะเสร็จ เอาเข้าจริง ผมสนุกกับการทำงานมากกว่าผลลัพธ์เสียด้วยซ้ำ
บทเรียนข้อที่สี่ของปี: "โอกาสอาจจะซ่อนอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ"
ถ้าผมไม่ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนในคลาสวันนั้นแค่ 4 นาที วันนี้ผมอาจจะยัง ไม่กล้าลงมือทำอะไรเลย หรือ ได้แค่คิดเฉย ๆ แล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป ผมอ่านหนังสือชื่อ ‘GOOD LUCK’ ของ Alex Rovira,Fernando Trias de Bes ที่สรุปใจความได้ประมาณว่า ‘โชคดีเหมือนฝนตก ถ้าเราไม่ได้เตรียมดิน หว่านเมล็ดไว้ ฝนตกลงมาเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ความโชคดี โอกาสหรือฝนตก ไม่ได้มีทุกวัน แต่เมื่อวันใดมันมาถึง เราได้เตรียมตัวรับความโชคดีนั้นหรือยัง?’
แน่นอนว่าแอปพลิเคชั่นจริงๆ ยังไม่ได้เกิดขึ้น แต่แค่เราเริ่มต้นลงมือทำ ผมก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เราได้เรียนรู้ เติบโต ล้มลุกคุกคลายไปพร้อมกับมัน การเริ่มต้นทำสิ่งที่อยากทำ นับเป็นความสำเร็จที่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้สัมผัส
อีกหลายๆ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำโปรเจคกับเพื่อนรัก และน้องรัก ล้วนส่งผลต่อความคิด และส่งผลต่อการใช้ชีวิตผมในทุกๆ วัน ผมเป็นมนุษย์คิด และไม่ค่อยลงมือทำ ซึ่งผมมองเป็นเรื่องดีนะครับ ว่าผมอาจจะเหมาะกับการปั้นโปรดักซ์ วางแผน วาง Strategy ทำ Business Plan มากกว่าต้องมานั่งลงมือทำในสิ่งที่ผมไม่ถนัด ซึ่งเพื่อน และน้องผมถนัดสิ่งเหล่านี้ ต่างคนต่างมีความถนัด และความชอบไม่เหมือนกันครับ อย่างที่บอกว่านี่คือส่วนผสมที่ปะแล่มที่อาจจะลงตัวก็เป็นได้
ในท้ายที่สุดก็อาจจะฝากเป็นกำลังใจให้พวกเรา เข็นโปรดักซ์ตัวนี้ออกมาสู่ตลาด และอยู่รอดได้ กันด้วยนะครับ ผมว่ามันดีต่อโลกใบนี้จริงๆ ไม่เชื่อไปถามนักลงทุนที่ให้เงิน 200 ล้านกับการสไลด์ Pitching ที่เหมือนเด็กประถมทำเพียงเพราะสนิทกัน ว่าเขาจะกล้าทุ่มเงินให้แอปนี้หรือเปล่า หรือสุดท้ายแล้ว พวกเราต้องกลับไปทำงานออฟฟิศ พร้อมถือแก้วที่ใครๆ ก็รู้ว่าไม่ใช่น้ำเปล่ารึเปล่า
สรุปปี 2024: ผ่านมาแล้ว...ก็ผ่านไป
จริงๆ เรื่องราวในปี 2024 ของผมเกิดขึ้นมากมายมหาศาลกว่านี้มาก แต่ถ้าจะให้เขียนทั้งหมดก็คงเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะกลัวจะยาวนะครับ แต่เพราะลืมไปหมดแล้วต่างหาก
ปีที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องราวที่ดี และร้าย ล้วนผ่านมาก็ผ่านไปเป็นธรรมดาครับ ในส่วนสุดท้ายเราพบว่า ไม่ว่าเมื่อวานเราจะรู้สึกผิดหวัง หรือเหนื่อยหน่ายกับมันมากเท่าไหร่ วันนี้เราก็ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตอยู่ดี หรือไม่ว่าเมื่อวานเราจะรู้สึกดี มีความสุขมากขนาดนั้น วันนี้ตื่นขึ้นมา เรื่องราวเมื่อวานก็มีค่าเพียงแค่ให้จดจำเท่านั้นครับ
→ ปีที่ผ่านมาผมตัดสินใจเรียนต่อ ป.โทครับ ตอนต้นปีตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเรียนให้จบ 19 วิชา ภายใน 3 ปี แต่ตอนท้ายปี ผมเรียนจบไปแค่ วิชาเดียวเท่านั้น (รอปริญญาไปก่อนนะแม่)
→ ปีที่ผ่านมาผมเข้า ‘ลัทธิสโตอิก’ ปรัชญาของการช่างแม่ง ซึ่งพูดให้ดูดีคือ ‘การปล่อยวางและอยู่กับปัจจุบัน’ แต่ถ้าพูดให้ตรงไปตรงมาก็คือ ‘การแสร้งทำเป็นไม่แคร์อะไร ทั้งที่ข้างในไฟลุกท่วมเหมือนห้องประชุมที่มีเดดไลน์พรุ่งนี้เช้า’ แต่เอาจริงๆ ผม ชอบโสกราตีสมากกว่านะ เพราะอย่างน้อยเขาก็มีจุดยืนที่ว่า "สิ่งเดียวที่ฉันรู้ คือฉันไม่รู้อะไรเลย" ซึ่งฟังดูเป็นปรัชญาที่เหมาะกับชีวิตผมที่สุด เพราะเวลามีคนถามว่า "ปีหน้าวางแผนอะไรไว้บ้าง" ผมตอบคำเดียวกับโสกราตีสเป๊ะ
→ ปีที่แล้วผมลอง IF ซึ่งเพิ่งจะมาเข้าใจความหมายของมันจริงๆ ว่า IF ไม่ใช่ Intermittent Fasting แต่มันคือ IF YOUR HUGRY, YOU EAT!
→ ปีที่แล้วผมเริ่มอ่านหนังสือเยอะขึ้นมาก โดยเฉพาะเมนูร้านอาหาร
→ ปีที่แล้วผมทำงานหนักมาก จนเจ้านายชมว่า ‘ดีมาก แต่เอาให้ได้เท่านี้ทุกวันนะ’ แล้วท้ายปีเงินเดือนก็ยังเท่าเดิม
→ ปีที่แล้วผมทำบัญชีรายรับรายจ่าย พอมามองดูดีๆ ก็เห็นแต่คำว่ามีแต่ ‘จ่าย’ ไม่มี คำว่า ‘รับ’ เลยแม้แต่น้อย
→ ปีที่แล้วผมได้พบเจอเพื่อนใหม่ๆ มากมาย ต้องยกเครดิตให้ทีม UXUI กว่า 12 ชีวิต ที่เป็นเสมือนเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ที่คอยจิกหัวกันมาด่า ตบตีสองที กดหัวลงน้ำ แล้วจิกขึ้นมาตบใหม่ ความสัมพันธ์เป็นกาสะลองซองปี๊ป (หยอกเล่น) ย้อนกลับไปบทเรียนข้อสองของปี ‘เช็คพ้อทย์สังคมดี’ คือหนึ่งเหตุผล ที่ผมยังไม่ไปไหน แม้ข้อที่เหลือจะไม่ได้เช็คเลยก็ตาม แม้ว่างานจะหนัก จะเจอคนประสาทแดก หรือเจอเรื่องเลวร้ายยังไง พอหันหน้าไปเจอกาสะลอง ที่ง้างมือรอตบ ก็ขอบคุณมากนะครับ
→ ปีนี้ตั้งใจว่าจะทำตามความฝันจริงๆ เสียที แต่ดันฝันว่าถูกไล่ออกจากงานน่ะสิ
จากผู้เรียน สู่ "นักแชร์" (ที่อาจไม่มีใครอ่าน)
ปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปเข้าคลาสหลายคลาสมากครับ และได้ไปเจอกับบุคคลทรงคุณภาพหลายๆ ท่าน ซึ่งมันน่าเสียดายมาก ที่ผมจะเก็บมันไว้คนเดียว และมีหลายสิ่ง หลายอย่างมาก ที่ผมอยากแชร์ แม้จะไม่มีคนอ่านก็ตาม
ปีนี้ผมจึงตัดสินใจว่าจะทำตัวเป็น ‘นักแชร์’ ผมเปิดเพจที่ชื่อว่า s.up ย่อมาจาก space.up เป็นพื้นที่ของคนที่อยากอัพชีวิตตัวเองเหมือนผม ที่จะไม่ได้แชร์แค่เรื่องความรู้ทั่ว การทำดิจิทัลโปรดักซ์, UXUI, Strategy, เรื่องธุรกิจ, เจ้าของกิจการ, การตลาด เท่านั้น แต่จะสอดแทรกเรื่องทักษะการใช้ชีวิต, การทำงาน, และการพัฒนาตัวเองไปด้วยครับ
แม้จะไม่ใช่อาจารย์แดงที่เก่งธรรมะ หรือน้าเน็กที่รับสายเพื่อให้คำปรึกษา แต่ผมก็ไม่ได้กะจะเป็นกูรู (ที่วันก่อนยังเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ดีๆ แล้วอยู่ ๆ ก็เปิดคอร์สสอนให้ประสบความสำเร็จซะงั้น) หรือเป็นโค้ชออนไลน์ที่ขายคอร์สราคา 9,990 บาท ด้วยการถ่ายรูปถือกาแฟสตาร์บัคส์พร้อมแคปชั่น ‘อิสรภาพทางการเงินเริ่มต้นที่ใจคุณ’ ผมแค่อยากแชร์ความรู้ที่ผมได้รับมา เผื่อว่ามันจะช่วยให้ใครบางคน อัพเกรดชีวิตตัวเองได้จริงๆ ไม่ใช่อัพแค่ยอดฟอลโลเวอร์เท่านั้น
ก็เอาเป็นว่า ใครสนใจเรื่อง การทำดิจิทัลโปรดักซ์, UXUI, Strategy, เรื่องธุรกิจ, เจ้าของกิจการ, การตลาด หรือแม้แต่ทักษะการใช้ชีวิต, การพัฒนาตัวเอง, การทำงานแบบที่ช่วยให้คุณทำงานแล้วไม่รู้สึกเหมือนถูก AI แทนที่ไปแล้วเรียบร้อย ก็แวะมาติดตามกันได้ที่ https://www.facebook.com/spaceupschool
และถ้าไม่มีคนอ่าน ก็ไม่เป็นไร ผมจะเขียนไปเรื่อย ๆ จนกว่าเฟซบุ๊กจะแบนเพจผมเองแหละ
ท้ายที่สุดครับ ปี 2024 ก็เป็นแค่ปีหนึ่งในชีวิต แต่ชีวิตเราไม่ได้มีแค่ปีเดียว
ปีที่แล้วมันสอนให้รู้ว่า ‘ชีวิตก็เหมือนโปรเจกต์ที่บรีฟมาอย่างคลุมเครือ’ เราคิดว่าเรารู้ว่าต้องทำอะไร แต่พอเริ่มลงมือจริงๆ ก็พบว่า "อ้าว บรีฟเห้นี่?" หรือบางทีเราอุตส่าห์ออกแบบชีวิตซะสวยหรู มี Pain Point มี Goal มี Solution มี Roadmap พร้อมเสร็จสรรพ แต่สุดท้าย Dev ไม่พร้อมขึ้น
หรือไม่ว่าเราจะหนีเสือไปปะจระเข้ หรือหนีเสือไปปะตัวเห้ สุดท้ายเราก็ต้องว่ายน้ำต่ออยู่ดี บางครั้งเราอาจคิดว่าแค่เปลี่ยนงาน เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนสังคม แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น แต่เรากลับลืมไปว่า เราเองก็ต้องเปลี่ยนด้วย ไม่งั้นแค่ย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แล้วสุดท้ายก็ยังเผชิญปัญหาเดิม
เราอาจจะเลือกไม่ได้ว่าเจออะไร แต่เราเลือกได้ว่าจะรับมือกับมันยังไง "ไม่มีองค์กรไหนดีที่สุด" เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ปัญหาก็ตามไปทุกที่ สุดท้าย เราไม่ได้เลือกบริษัทหรอกครับ เราเลือกว่าเราจะยอมเหนื่อยกับอะไรมากกว่า
และบางวันอาจเป็นวันที่เรารู้สึกว่าโลกนี้โคตรใจร้าย หัวหน้าประสาทแดก เพื่อนร่วมงานแทงข้างหลัง เงินเดือนก็เท่าเดิม แต่บางวันเราก็ได้หัวเราะจนท้องแข็งกับคนในทีม เจอคลิปแมวส้ม AI น่ารักบนฟีด TikTok ที่เก็บกระต่ายมาเลี้ยงสุดท้ายก็ต้มแดก หรือแค่ได้เจอข้าวกะเพราที่อร่อยจนน้ำตาไหล แค่นี้ก็ดีแล้วปะนะ โลกก็เป็นแบบนี้แหละครับ มีดีมีร้าย มีทุกข์มีสุข แต่ที่อยากให้รู้ไว้คือ โลกไม่ได้หมุนรอบตัวมึง
2024 สอนให้ผมรู้ว่า ความสุขบางทีมันก็ไม่ต้องยิ่งใหญ่ เราไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จระดับโลก ไม่ต้องมีชีวิตที่ Perfect ไม่ต้องทำงานที่ดีที่สุด แต่ขอแค่เรามีอะไรบางอย่าง ที่ทำให้ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกอยากใช้ชีวิตต่อไป แค่นั้นก็น่าจะพอแล้ว
เพราะสุดท้าย ชีวิตมันก็แค่นี้แหละ เหนื่อยก็พัก ผิดหวังก็ร้องไห้ สำเร็จก็ฉลอง (แต่เงินเดือนยังเท่าเดิม) ถึงแม้ทุกปีจะมีเรื่องให้ด่า แต่ก็นั่นแหละ ยังไงก็ต้องไปต่ออยู่ดี
ปีนี้ก็ขอให้ทุกคน หนีเสือไปปะอะไรที่ซอฟต์กว่าตัวเห้หน่อย นะครับ
Presented by s.up dnscool —’space’ to growth ‘up’
Crafting Skills. Designing Destiny.
The Pub for Life-Vibe-Skill.