My 2025 Wrapped: Ash, Awareness and Altered Ambitions. From Burning Out to Breaking Free

เถ้าถ่าน, ความตระหนักรู้ และความทะเยอทะยานที่เปลี่ยนไป บทเรียนจากไม้ขีดไฟที่เผาตัวเองจนเกือบมอด

And That's How Dew 'C's' It

My Years Wrapped

10 min

Dew Punnaruth

Summary

ปี 2025 คือปีแห่งการทะยานโหมรับโปรเจกต์ร้อยแปดพันเก้าดั่ง 'มนุษย์ทศกัณฑ์' จนเผาไหม้ตัวเองแทบมอดไหม้ และได้บทเรียนสลักจิตว่า "ความเก่งที่แท้จริงคือการรู้จักปฏิเสธ" จากการเรียนรู้อย่างบ้าคลั่ง และการตกตะกอนทางธรรม นำไปสู่การตระหนักรู้ ถึงความเปราะบางของชีวิตและ 'ไตรลักษณ์' ที่สอนให้เลิกแบกความเพอร์เฟกต์ เลิกยึดติด เลิกพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แล้วหันมาปล่อยวางเพื่อหาความสุขที่แท้จริง ก้าวต่อไปคือการทรานส์ฟอร์มพื้นที่ของตัวเองสู่ 's.up dnschool' The Pub ที่ผสานศาสตร์ Product Design เข้ากับ Life Design และปรัชญาจีน (ลิขิตฟ้า ชะตาดิน มานะคน) เพื่อใช้ทักษะนักออกแบบมารังสรรค์ 'ชีวิต' ให้พุ่งทะยานอย่างมีกลยุทธ์ และเพื่อใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการจริงๆ เสียที

Key Takeaways

  • ขีดจำกัดของมนุษย์: การพยายามทำทุกอย่างพร้อมกัน (งานประจำ, งานสอน, เอเจนซี่, ทำโปรดักต์) ไม่ใช่ความสำเร็จ แต่คือการทำร้ายตัวเอง การยอมรับขีดจำกัดของตัวเองไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นการตระหนักรู้เพื่อวางหมากชีวิตให้ถูกต้อง

  • พลังของความตระหนักรู้: การเริ่มต้นจากการรู้ว่าตัวเองไม่รู้ จะช่วยให้เราเลิกตัดสินคนอื่น เปิดรับสิ่งใหม่ และมี Self-Awareness ที่คอยเตือนสติไม่ให้ไหลไปตามกระแสจนหลงลืมเป้าหมายที่แท้จริง

  • อย่าปล่อยให้ชีวิตสูญเปล่า: ชีวิตนั้นเปราะบางและสั้นเกินกว่าจะทำสิ่งไร้ความหมาย โศกนาฏกรรมที่เศร้าที่สุดไม่ใช่ความตาย แต่คือการมีชีวิตอยู่จนแก่เฒ่าโดยไม่เคยทำอะไรที่มีความหมายต่อตัวเองและคนรอบข้างเลย

  • ไตรลักษณ์สุดขอบจักรวาล: ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ การพยายามบีบคั้นให้งาน Perfect ทั้งที่ปัจจัยไม่เอื้ออำนวย คือการแบกหินแห่งความทุกข์ไว้บนบ่า เราไม่สามารถควบคุมใจใคร หรือควบคุมให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

  • การอัปเกรดสู่ s.up dnschool: เปลี่ยนพื้นที่ส่วนตัวให้เป็น 'The Pub' สำหรับคนไม่หยุดพัฒนาตนเอง ขยายขอบเขตจากการออกแบบแค่หน้าจอโปรดักต์ (Product Design) ไปสู่การออกแบบชีวิต (Life Design)

  • สูตรสำเร็จ 'ลิขิตฟ้า ชะตาดิน มานะคน': การออกแบบชีวิตให้ง่ายและสำเร็จ ต้องอาศัย 3 ส่วนผสม คือ การรู้จังหวะโอกาส (ลิขิตฟ้า) + การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมกัน (ชะตาดิน) + การลงมือทำอย่างมีกลยุทธ์ (มานะคน)


2025 Wrapped

เมื่อปีก่อนผมเริ่มต้นจากการเขียนบทความ สรุปแง่มุมชีวิตของตัวเองในปีก่อนหน้า ซึ่งได้ผลดีมาก (สำหรับตัวเอง) รู้สึกสนุก บ่อยครั้งที่ผมมักจะเขียนอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวคนเดียว ไม่ได้ให้ใครอ่าน บางครั้งแอบจะเขินๆ หน่อย แต่เพราะการเขียนและโพสไว้เมื่อปีที่แล้ว ทำให้รู้สึกมีไฟอะไรบางอย่างในการเขียน เลยเป็นจุดเริ่มต้น และที่มาในการทำเพจของตัวเองขึ้นมา

จะเรียกว่าเพจ ก็อาจจะเคอะเขินหน่อย เพราะแทบไม่ได้ทำอะไรกับมันเลย มัวแต่ยุ่งกับการเขียนลงในพื้นที่ของตัวเอง เพราะคิดว่ามันน่าจะสะดวกกว่า ที่เราสามารถพร่ำบ่นอะไรต่อมิอะไรได้อย่างสนุกปาก และเป็นแบบนั้นจริงๆ เกือบทุกบทความที่เขียน มักจะตั้งต้นด้วยการเห็นอะไรไม่ถูกใจ และใส่มุมมองของผมลงไป หลายคนบอกว่า “เวลาไม่พอใจอะไร อย่าพิมพ์บ่นอะไรในเฟสบุ๊คนะ” ผมกลับเห็นตรงข้าม และทำออกมาให้เห็นแล้ว ว่าการพร่ำบ่นลงเฟสบุ๊ค ก็ไม่ได้แย่ทั้งหมดเสียทีเดียว ถ้าเป็นการบ่นที่สร้างสรรค์หน่อย ที่ไม่ใช่แค่บ่นไปเรื่อยเปื่อย หรือด่าเสียเทเสียอย่างเดียว อย่างน้อยก็เสริมอะไรที่เป็นสาระไปบ้าง (สาระแน) ก็เพียงพอให้คนอ่านกันต่อได้อย่างไม่ลำบากใจ

เมื่อเริ่มสนุกกับงานเขียน และเขียนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยเป็นการเปิดโอกาส เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ผมไม่คิดว่าจะได้รับ เหตุเพราะเมื่อก่อนผมเป็นมนุษย์ฟิล์ม ที่เป้าหมายเดียวตอนเรียนจบคืออยากทำหนัง ด้วยความฝันเต็มเปี่ยม ที่ไม่ได้มองโลกความจริงเท่าไหร่ พอหลุดจากรั้วมหาลัย ความจริงมันเลยเอากำปั้นชกหน้าเอา ที่บอกว่าความฝันอยากทำหนัง ก็เป็นได้แค่ความฝันจริงๆ จนสุดท้ายก็ตระเวนไปทำอะไรต่อมิอะไร เพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าเลี้ยงพุงน้อยๆ ให้รอดไปวันๆ และแค่ไม่กี่ปีก่อนเท่านั้น ที่ผมเพิ่งได้ช่องทางหาเงินใหม่ กับอาชีพ “นักออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้และส่วนต่อประสาน” (ภาษาไทยแปลแล้วแปลกๆ) ผมใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทไปกับสายอาชีพนี้ เพียงหวังเดิมพันเดียวคือ ‘ต้องมีชีวิตรอดให้ได้’ สุดท้ายด้วยความพยายามอยู่ที่ไหน (มันไปทำเxี้ยอะไรที่นั่น) ผมก็สามารถหางาน และสามารถเรียกตัวเองว่า UX/UI Designer ได้อย่างเต็มปาก และทำอาชีพนี้มาไม่นานเท่าไหร่ ก็อาจหาญเขียนอะไรไม่รู้บ้าบอลงพื้นที่ตัวเอง จนได้โอกาสหลายๆ อย่าง อย่างไม่คิดว่า UX/UI Designer ประสบการณ์น้อยๆ คนหนึ่งจะพึงได้รับ

ซึ่งต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี เพื่อนร่วมสายอาชีพ เพื่อนร่วมห้อง เพื่อนร่วมทาง เพื่อนร่วมอุดมการณ์ และผู้ให้การสนับสนุนทุกท่าน ที่ให้โอกาสในสิ่งดีๆ หลายๆ อย่าง จนไม่มีทางจะตอบแทนพระคุณท่านหมด จากเด็กน้อยที่ขี้อายมากในการขึ้นเวที ก็ได้มีโอกาสให้มือจับไมค์ไฟส่องหน้า ถูกเชิญไปบอกเล่าเรื่องราวและขายความฝันอะไรต่อมิอะไร จากคนที่ไม่มีความรู้อะไร ที่มักเก็บเล็กผสมน้อย ก็ได้มีโอกาสไปแชร์ริ่งในหลายๆ งาน จากคนไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่มีใครคบ ก็ได้รับโอกาสจากมิตรไมตรีจากหลายๆ คน ประหนึ่งรู้สึกว่าเหมือนจะเป็นปีที่ดีที่สุด (ซึ่งซึ้งในน้ำใจยิ่ง)


มนุษย์ทศกัณฑ์

แต่ซ้ำร้าย ผมดันเป็นมนุษย์ที่อยู่นิ่งไม่ได้ เคยคิดว่าอยากเป็น ‘ทศกัณฑ์’ จะได้มีสิบหัว ยี่สิบมือ หยิบจับอะไรได้หมด ปีที่ผ่านมาดันทะลึ่ง หยิบจับโปรเจคเกือบร้อยตัว จนเกือบเอาตัวเองไม่รอด - งานเขียนคอนเทนต์ก็หนักประมาณนึง พอๆ กับการออกงานสังคม เสริมทัพด้วยงานบริษัท ที่ไฟลุกตั้งแต่ต้นยันปลาย ไฟลุกที่ว่าคืองานด่วน งานเร่ง งานเด่น งานเผา เราจับหมด (เท่านั้นยังไม่พอ ช่วงปลายปี ได้มีโอกาสสวมมง มีโปรเจคพัฒนาทีม สร้างทีมให้แข็งแกร่งอีก เลยกลายเป็นจะสร้างทีมที่ดีได้ ต้องมารื้อปัญหาใต้พรมออก ก็โดยต่อยกลับมาไม่น้อย) แถมยังมีงานสอนทั่วราชอาณาจักร ใครเชิญ ใครจ้าง ใครชวน ไปหมด ด้วยความชอบสอนแต่เขา แต่เราใครอย่ามาสั่ง ก็เลยไม่ว่าจะลงรถ ลงเรือ ขึ้นเหนือลงใต้ ก็เตรียมพร้อมเสมอ

ประเดประดังด้วยงานส่วนตัวของตัวเอง ที่หวังจะปั้น Agency ของตัวเองไว้รับงานนอกสวยๆ ที่แค่ทำเรทการ์ดก็ยังไม่มีเวลา ลูกค้าเข้ามาก็มีแต่เข้าเนื้อเข้าหนัง สุดท้ายส่วนนี้ก็พับไปก่อนจะประกาศ หรือแม้แต่พยายามปั้น Product ของตัวเอง ที่แอบทำกับเพื่อนๆ หวังว่าจะช่วยเหลือสัตว์จรจัดให้ได้ ถึงขั้นลง DEV ไปนิดหน่อย และไปขายเจ้าใหญ่ๆ มาแล้วด้วย แต่ด้วยมาหมดไฟตอนปลายปี ก็ถือว่าล้มพับไปโดยปริยาย

แถมยังคุยกับเพื่อนว่ามีอยากทำ Market Concert แบบตลาดชิคๆ พร้อมคอนเสิร์ตชิวๆ เพราะอยากทำอะไรใหม่ๆ ที่เข้าถึงวัยรุ่นและตอบสนองความติสท์ตัวเอง เตรียมงานคุยกันดิบดี สุดท้ายก็เทเสียหมด ไหนจะการเรียนต่อปริญาโท ที่โอ้อวดกับครอบครัวไว้ว่า สองปีจบแน่นอน นี่ก็ปาไปสองปีแล้ว วิชาแรกยังเรียนไม่จบเลยด้วยซ้ำ (หนูขออภัยครับพ่อกะแม่)

สิ่งหนึ่งที่รู้สึกเสียใจอย่างหนึ่งคือ ครั้งหนึ่งมีโอกาสที่ดีมากๆ เข้ามา ในการทำคอร์สออนไลน์ให้กับทางสถาบันสอนชื่อดัง ตอนนั้นรับปากมาด้วยว่า ‘เราต้องทำให้ได้’ แต่ด้วยปัญหาหลายอย่าง ที่ทำออกมาก็ยังไม่ได้คุณภาพ ก็เลยยอมเสียสัจจะ ปฏิเสธในช่วงสุดท้ายไป ยังรู้สึกเสียใจอยู่ทุกวันนี้ แต่ในมุมหนึ่งก็คิดว่า ยังดีกว่าปล่อยชิ้นงานที่ไม่ได้คุณภาพไป อาจจะเสียทั้งเขาเสียทั้งเราเลยก็ได้


ด้วยงานอะไรต่อมิอะไรไม่รู้มันถาโถม โหมกระหน่ำ ยิ่งกว่าพายุวันสิ้นโลก จากที่มีไฟในตอนต้นปี และรู้สึกว่าเราไหว สุดท้ายเรากลายเป็นไม้ขีดไฟ ที่แม้จะให้แสงสว่าง แต่ก็เผาไหม้ตัวเองจนเกือบมอดไปเหมือนกัน สุดท้ายก็เลยล้มเลิกทุกโปรเจคที่หยิบจับไปเสียหมด จาก ‘ทศกัณฑ์’ กลายเป็นอะไรก็ไม่ทราบได้ งานเขียนคอนเทนต์ก็ละทิ้งไปอย่างไม่แยแส งานออกสังคมก็ไปบ้างประปราย งานสอนก็รับบ้างหากสะดวก งานฝิ่นจาก Agency ตัวเองก็บอกปัดและแขวนป้าย ‘พักกิจการ’ งานแอปของตัวเองก็เลิกล้ม งาน Market Concert ก็บอกเทไป เพราะคิดแล้วว่า หากยังฝืนทำอะไรต่อมิอะไรไม่รู้มากมายเต็มไปหมด สุดท้ายเราจะเผาตัวเองจนไม่เหลือแม้แต่ไม้ขีดด้วยซ้ำ วิธีไหนบ้างที่จะยังคงรักษารากชีวิตของเราไว้ได้ คือการเทเกือบทุกสิ่ง ทิ้งเกือบทุกอย่างไป รอวันไหนที่คิดว่าหายดีแล้ว ก็อาจจะกลับมาอย่างมีบทเรียนว่า

“ศักยภาพของเรามีขีดจำกัด”

เรามักถูกสอนให้เชื่อว่า "ถ้าพยายาม เราจะทำได้ทุกอย่าง" แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ เราทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ในเวลาเดียวกัน การยอมรับว่าเรามีแค่ 2 มือกับแค่ 24 ชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องของการพ่ายแพ้ แต่มันคือการ "ตระหนักรู้" เพื่อเลือกวางหมากให้ถูกที่

  • บทเรียนนี้สอนว่า "ความเก่งที่แท้จริงไม่ใช่การรับทุกงาที่มีเข้ามา แต่จริงๆ แล้วมันคือการรู้ว่างานไหนที่เราควรปฏิเสธต่างหาก" นี่คือบทเรียนแรกของปีนี้


Longlife Learner

ไม่ใช่แค่นั้น ในปีที่ผ่านมา ผมเข้าเรียนเป็นบ้าเป็นหลัง อาจจะยังไม่มาก แต่ก็พอเกิดคำถามได้ว่า เราจะเรียนอะไรขนาดนั้น ทั้งที่เรียนเอง ทั้งพี่ชวนไป หรือทั้งที่บริษัทส่งไปเรียน คิดไปคิดมาน่าจะประมาณ 30 กว่า Session ได้ แน่นอนว่าทุกคลาสทุกคอร์ส ผมประทับใจเกือบทั้งหมด แต่มีคลาสหนึ่งที่จำฝังใจ และผมกลับได้แนวความคิดมาใช้จนปัจจุบันคือ “คอร์ส Design Thinking” ของพี่ต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร (CEO SCB 10X และเจ้าของเพจแปดบรรทัดครึ่ง) สิ่งที่ประทับใจไม่ใช่เรื่องของเนื้อหา (แต่ก็ว้าวนะครับ) แต่เป็นคำพูดถึงเรื่อง ‘Awareness (ความตระหนักรู้)’ ความตระหนักรู้ในขั้นแรกคือ ความตระหนักรู้ในความไม่รู้ ลองถามตัวเองบ่อยๆ ว่า "สิ่งที่เราเชื่อตอนนี้ มันเป็นความจริง หรือเป็นแค่ความเชื่อที่ยังไม่ได้พิสูจน์” เมื่อเรายอมรับว่าเราไม่ได้รู้ไปเสียทุกเรื่อง เราจะเลิกตัดสินคนอื่น และเริ่มรับฟังข้อมูลใหม่ๆ ด้วยใจที่กว้างขึ้น นั้นอาจทำให้เกิด Self-Awareness ว่าเราเรียนสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เราทำงานนี้ไปเพื่อใคร การมี Self-Awareness จะคอยเตือนสติไม่ให้เราหลงไปกับกระแสสังคม จนลืมเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต สิ่งนี้โคตรจะพุทธมันคือ ‘สัมปชัญญะ 4’ คือรู้ประโยชน์ รู้ความเหมาะสม รู้แดนตน รู้สภาวะ และนำไปปรับใช้กับงานและชีวิตได้อีกหลายร้อนล้านแบบ

  • แม้ว่าเราจะทำงานออกมาได้ดีแค่ไหน ทำงานมากมายแค่ไหน แต่สุดท้ายหากขาดความตระหนักรู้ไป ก็ไม่สามารถเติมเต็มอะไรบ้างอย่างในใจเราได้ นี่คือบทเรียนที่สองของปี


Session ที่ดีที่สุดในปีที่ผ่าน ผมคงยกให้ Session ของ แอดทอย “The Art of Living - Generalism 101” ว่าด้วยเรื่องของการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง แอดทอยเริ่มต้นบทที่หัวข้อ Life is Fragile ชีวิตเราล้วนเปราะบางเหลือเกิน ส่วนตัวผมเห็นด้วยมาก เพราะปีที่แล้ว ผมเห็นเพื่อนคนหนึ่งโพสไว้อาลัยให้กับเพื่อนของมัน แคปชั่นว่า ‘เมื่อวานยังคุยกันอยู่เลย หลับให้สบายนะ’ ชีวิตโคตรจะเปราะบาง เมื่อวานคุยเล่นกันสนุกสนาน วันต่อมาใครจะไปนึกว่าเขาจะไม่อยู่แล้ว คำถามสำคัญคือ แล้วจริงๆ ชีวิตเราคืออะไรกันแน่ ที่ผ่านมาเราทำอะไรอยู่ และต่อไปในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร แม้เป็นเรื่องที่ตอบยาก แต่หากเราตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้สักนิด เราจะเข้าใจความเป็นไปของโลกได้ชัดเจนแจ่มแจ้งเลยว่า “เราสามารถจากไปได้ทุกเมื่อ” และ ณ ตอนนี้ เรากำลังทำอะไรอยู่ หากคิดว่าเราใช้ชีวิตมาได้อย่างคุ้มค่าแล้ว การจากไปคงไม่ใช่เรื่องน่าเสียดาย แอดทอยเสริมว่า

“โศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าที่สุดของชีวิต คือการที่เราอายุยืนยาวเกือบร้อยปี และหันมองย้อนกลับมา พบว่าชีวิตไม่เคยทำอะไรที่มีความหมายต่อตัวเอง และคนรอบตัวเลย”

จุดนี้สร้างประกายไฟให้ผมอีกครั้งครับ แต่เป็นประกายไฟที่จะถูกใช้อย่างเหมาะสม และไม่หนักเกินไป สิ่งหนึ่งที่จะใช้ไฟนั้นก็คือ ผมจะเอาไฟนี้ไปใช้ชีวิตอย่างแท้จริง นี่คือบทเรียนที่สามของผม


“It is not death that a man should fear. But Rather he should fear never beginning to live.”
(“สิ่งที่มนุษย์ควรกลัวไม่ใช่ความตาย แต่สิ่งที่ควรกลัวมากกว่าคือการไม่เคยเริ่มต้นใช้ชีวิต”)

— Marcus Aurelius (จักรพรรดิโรมัน, นักปรัชญาสโตอิก)


ปีแห่งไตรลักษณ์สุดขอบจักรวาล

ปีที่ผ่าน ถือเป็นอีกปีที่ผมเองได้หันไปศึกษาเรื่องราวของ ‘พุทธศาสนา’ โดยอะไรดลใจก็ไม่ทราบได้ เป็นปีที่ผมพัดพาไปเจอครูบาอาจารย์ที่ทั้ง พุทธบริสุทธ์กับมูจนสุดเหมือนกัน เป็นที่มาของการเปลี่ยนชื่อของตัวเอง และเริ่มหันมาสนใจศาสตร์นี้มากยิ่งขึ้น ผมดูคลิปหนึ่งของ Salmon Podcast ที่สัมภาษณ์ อ.ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ ชื่อคลิปว่า “ปีที่ได้เห็นไตรลักษณ์สุดขอบฟ้า” เป็น Podcast Recap ห้วงปีที่ผ่านมาของ อ.ดนัย บอกว่า “ต่อให้เราวางหมากไว้ 8 ต่อ 9 ต่อ แต่มันมักจะมีตาที่ 10 11 12 ที่เราคิดไม่ถึงเสมอ” เรื่องทุกเรื่องมันเลยกลายเป็นความไม่แน่นอน มันจึงเป็นหลักของ ‘ไตรลักษณ์’

  • อนิจจัง (ความไม่เที่ยง): สรรพสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

  • ทุกขัง (ความเป็นทุกข์): เนื่องจากความอนิจจัง หากเราเหนี่ยวรั้งมันไว้ ก็เกิดทุกข์

  • อนัตตา (ความไม่มีตัวตน): สรรพสิ่งไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

  • หาก อ.ดนัย เห็นไตรลักษณ์สุดขอบฟ้า จากการเจอพายุรุนแรงที่ศรีลังกา และการสูญเสียคนใกล้ชิด ผมก็อาจจะเห็นไตรลักษณ์สุดขอบจักรวาล จากชีวิตประจำวันที่ใช้ชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ก็ได้

ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงไปโดยธรรมชาติ เป็นของธรรมดา วันนี้เราออกแบบหน้าจอที่คิดว่าสวยสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ในอีก 6 เดือนข้างหน้า พฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยนไป หรือเทรนด์ใหม่มา งานที่เคยว่าดีที่สุด ก็อาจกลายเป็นของล้าสมัย ความงามในงานออกแบบจึงเป็นสิ่งชั่วคราว ผมเห็นนิสัยใจคอคน ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ ภายนอกดูน่าเคารพ แต่เมื่อถึงเหตุการณ์หนึ่ง ก็ทำตัวเหมือนเด็กไร้เดียงสา ไม่น่าคบหาเท่าไหร่ หรือเห็นคนที่ยังเด็กน้อยในมุมหนึ่ง แต่พอถึงจังหวะหนึ่งกลับมีความคิดความอ่านเป็นผู้ใหญ่ไปซะได้

โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพที่เห็นได้ชัดหน่อย สมัยก่อนผมสามารถอดหลับอดนอน ได้สองสามคืนติด เมื่อก่อนมนุษย์ฟิล์มมักจะขิงกันว่า ใครออกกองโต้รุ่งได้มากกว่ากัน จะมีความภูมิใจแปลกๆ ซึ่งสมัยนั้นทำได้สบายๆ แต่พอมาสมัยนี้ อย่าว่าแต่โต้รุ่งเลยครับ แค่ไม่ถึงเที่ยงคืนหนังตาก็หย่อนแล้ว

ผมเห็นการหยิบเอาความทุกข์มาบีบเข้ามือตัวเอง ผมเห็นการแบกหินบนบ่าของคน ทั้งที่หนักหนาแต่ก็ไม่สามารถวางได้ ผมเห็นการโยนก้อนความทุกข์ใส่คนอื่น โดยที่ตัวเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นทำให้คนอื่นทุกข์มากมายขนาดไหน ความทุกข์ปรากฏชัดที่สุดในตอนที่ผมพยายามจะทำให้งาน Perfect แต่ปัจจัยรอบข้างดันไม่เอื้ออำนวย หรืออะไรที่คาดหวังว่ามันจะเป็นดั่งใจ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่เป็นดั่งหวัง มากมายหลายเรื่องเหลือเกิน

สุดท้ายผมเห็นความไม่มีตัวตน เราคุมใจใครไม่ได้หรอก แม้แต่ใจตัวเอง เพราะตัวเราก็ไม่ใช่ตัวเราแต่ต้นอยู่แล้ว การจะไปบังคับจิตใจใครก็ไม่ใช่เรื่องสมเหตุสมผลเท่าไหร่ เราทุกคนล้วนเติบโตแตกต่างกัน มีเบื้องหลัง ประสบการณ์ วิธีคิดที่แตกต่างกัน เส้นทางไหนที่เขาคิดว่าดี คงคิดมาดีแล้ว

  • บางครั้งความสุขที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการคุมทุกอย่างได้ แต่เกิดจากการ 'เข้าใจ' ว่าบางอย่างคุมไม่ได้ และปล่อยมันไป นี่คงเป็นบทเรียนสุดท้ายของปีที่ผ่านมาสำหรับผมครับ


ความตั้งใจในปีนี้

ปีที่แล้วผมตั้งใจ จะปั้น s.up ให้เป็นพื้นที่แชร์ริ่งของตัวเองจากการเรียนรู้ของตัวเอง ใครอ่านก็อ่าน ใครไม่อ่านก็สุดจะเกินต้าน ก็พอกล้อมๆ แกล้มๆ มาได้ แต่น่าจะเน้นไปที่การสร้างตัวตนตัวเองมากเกินไปหน่อย ปีนี้เลยคิดว่าจะจริงจังกับการปั้น s.up สักหน่อย เลยถือโอกาสเปลี่ยนแบรนด์ และเป้าประสงค์ไปเลย เพราะอะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไวเหลือเกิน เลยตั้งใจจะสร้าง s.up ให้เป็นเหมือน ‘Hub’ แต่ดูจะเป็นทางการไป เลยเปลี่ยนไปใช้คำว่า ‘Pub’ แทน ไหนๆ ก็ชอบแอลกอฮอล์แล้ว The Pub จะเป็นพื้นที่ ที่รวมคนคอเดียวกันก็ไม่แปลก เลยเปลี่ยนชื่อเป็น s.up dnschool - space up design and school pub พื้นที่แฮงก์เอาต์ของคนไม่หยุด "อัพ" ตัวเอง ที่เชื่อว่างานออกแบบที่ทรงพลังที่สุด คือการออกแบบตัวตนของคุณเองผ่านทักษะดิจิทัล ธุรกิจ และวิธีคิดที่แข็งแกร่ง

ปีนี้หวังว่าจะมีอะไรมากกว่าการเขียนคอนเทนต์ เป้าหมายสูงสุดในปีนี้ก็คือจะเป็น จัด Meeting Hangout สักครั้ง (หรือหลายๆ ครั้งก็ไม่ติด) และคลอด Workshop อะไรออกมาสักหนึ่งไม่ก็สอง ไม่เรื่อง Product Design ก็เรื่อง Life Design ยังไงฝากติดตามและสนับสนุนด้วยนะครับ

(ตอนนี้ผมเป็น อาจารย์พิเศษ สอนนักศึกษามหาลัยด้วย สิ่งหนึ่งที่นักศึกษาดีไซน์อยากได้คือ Meetup ของนักศึกษา กับการพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และฝากเนื้อฝากตัวไว้ ซึ่งยังไม่เห็นพื้นที่ของง UX/UI สำหรับนักศึกษาเท่าไหร่ ที่ผมอยากจะทำ แต่ยังไม่มีกำลังภายในเพียงพอ ใครอยากมาลองทำอะไรสนุกๆ มีไอเดีย หรืออยากสนับสนุน หลังไมค์มาทีครับบบบบบ ถือว่าผมขอ)


ปีนี้ความสนใจผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย ท่ามกลางกระแส UX Apocalypse ที่ผมปลุกปั้นมาตลอดปีที่ผ่านมา และการมาของ AI เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาและผ่านไปเร็วมา ชนิดที่ว่า วันนี้เราคุยกับเรื่อง Work Flow ใหม่ล่าสุดเพื่อต้อนรับการมาของ AI สัปดาห์มามันก็ออกของใหม่มา และเราก็ปรับกันอีกที ทำให้ผมตระหนักรู้ในใจตัวเองได้ว่า แม้เราจะวิ่งได้ไวแค่ไหน ก็วิ่งสู้น้องเอไอไม่ได้อยู่ดี บางทีก็ท้อ จนเพื่อนต้องบอกว่า “เราวิ่งแข่งกับมันไม่ได้หรอก ลองปรับไปแนวทางที่เอไอ มันทำไม่ได้” คุยไปคุยมาสุดท้ายหวยไปออกที ถ้าโดนไล่ออกจะไปช่วยกันขายข้าวมันไก่ เพราะเอไอสู้เราไม่ได้แน่นอน (แต่มันมีหุ่นยนต์ ทำอาหารมาละนะ)

ผมเลยคิดว่า ทักษะการออกแบบ อาจไม่ได้ใช้ได้แค่เฉพาะ Product อย่างเดียว จริงๆ แล้วมันสามารถใช้กับการออกแบบ Life เราได้ด้วย ศาสตร์นี้ไม่ใช่ศาสตร์ใหม่ด้วยซ้ำ อย่าง ‘Designing Your Life’ ก็เป็นวิชายอดนิยมของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่เปิดทีไร นักศึกษาต้องแย่งกันกดบัตรยิ่งกว่าคอนพี่โอม และผมเชื่อด้วยว่า หากชีวิตไม่ถูกออกแบบ การจะเดินไปถึงเป้าหมาย เป็นไปได้ยากมาก เพราะภาพมันจะพร่ามัวมาก และไม่ว่าชีวิตจะประสบความสำเร็จแค่ไหนก็ไม่มีทางเติมหัวใจได้เต็ม

เลยเป็นที่มาของการเปลี่ยนแบรนด์ของ s.up ไปเป็น s.up dnschool ที่จะไม่ใช่ School ของ Product Design เท่านั้น แต่จะเป็น School ของ Life Design ด้วย


เกือบสุดท้าย ปีที่แล้วผมค้นพบศาสตร์หนึ่งที่น่าสนใจเหมือนกัน ต่อยอดจากการออกแบบขีวิตในแบบที่เราอยากเป็น คำถามต่อมาของผมคือ “จะออกแบบชีวิตอย่างไรให้ง่ายขึ้น” คนเราเกิดมาถ้าอยากประสบความสำเร็จมาอยู่สามส่วน ในปรัชญาเรียกว่า “เทียนสือ ตี้ลี่ เหรินเหอ” หรือให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “ลิขิตฟ้า ชะตาดิน และมานะคน”

→ลิขิตฟ้า ไม่ใช่แค่เรื่องดวง แต่มันคือบริบท กระแส และโอกาส การออกแบบชีวิตไม่ได้หมายถึงการฝืนกระแสน้ำเสมอไป แต่คือการเตรียมกระดานโต้คลื่นให้พร้อม เมื่อมีโอกาสมาถึง เราก็จะสามารถกระโดดขึ้นไปยืนบนคลื่นนั้นได้ทันเวลา

→ ชะตาดิน คือสภาพแวดล้อม หรือทรัพยากรที่เรามีอยู่ในมือ รวมไปถึงทำเลที่ตั้งอีกด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเราอยากเป็น UX Designer แต่คนรอบข้างไม่มีใครเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีเลย และความเข้าใจผู้ใช้เลย นั่นหมายถึงว่าเรากำลังอยู่ในดินที่ไม่เหมาะสมกับเมล็ดพันธุ์ของเรา เราสามารถการออกแบบชีวิต ด้วยการกล้าเปลี่ยนกระถาง หรือย้ายตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมเป้าหมายของเราได้

→ มานะคน ถือเป็นส่วนสุดท้าย และเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะเราสามารถควบคุมมันได้เต็มที่ ไม่ว่าลิขิตฟ้าจะมอบโอกาสมาให้เรามากแค่ไหน เรามีชะตาดินอยู่ในมือมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่มุ่งมานะ หรือลงมือกระทำเลย ก็ไม่มีทางสำเร็จ มานะคนไม่ใช่แค่การขยันแบบหลับหูหลับตา แต่คือการขยันอย่างมีกลยุทธ์ ผ่านการลองผิดลองถูกได้ เพื่อหาจุดที่ความสามารถของเราบรรจบกับความต้องการของโลก คล้ายๆ หลัก Ikigai

สามสิ่งนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการออกแบบชีวิต ที่สามารถออกแบบได้ร่วมกับศาสตร์พยากรณ์จีนที่ชื่อ “ปาจื่อ” ที่ผมกำลังหลงใหลอยู่ ในมุมหน่อย มีมานะมากแค่ไหน แต่ไม่รู้ลิขิตฟ้า ก็จะเหนื่อยกว่าใครเพื่อน เหมือนคำโบราณที่เขาว่ากันต่อๆ มา คือ “ขยันผิดที่สิบปีก็ไม่รวย” แต่ถ้าเราสามารถออกแบบชีวิต แบบรู้ทั้งลิขิตฟ้า ชะตาดิน และมีมานะคนด้วย ก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘พยัคฆ์ติดปีก (หรู หู่ เถียน อี้)’




(ส่วนขยาย)

จริงๆ ตั้งใจไว้ว่า ครึ่งปีแรกของปี 2026 จะยกยอดไปเขียนทีเดียวเลยในปีหน้า แต่แค่ผ่านมาครึ่งปีก็เรื่องราวมากมายเหลือเกิน มีสามสิ่งที่อยากเขียนไว้เตือนตัวเอง (เพื่อใครอ่านแล้วได้ประโยชน์ก็ขอบคุณนะครับ)

หนึ่งคือเรื่อง "ชีวิตเรามักพบพานคนดี และคนเห้เสมอ บางครั้งคนดีบางคนก็เป็นเห้ในบางมุม บางครั้งคนเห้บางคนก็ดีบางมุม และหลายๆ ครั้ง ที่ผมเจอบ่อย คนเห้ก็คือคนเห้" (ขนาดผมเป็นคนเห้แล้ว ยังยอมความเห้ของเขาเลยครับ) แค่อยากบอกว่า ปล่อยไปครับ (ปล่อยมันไปนะดิว) หากลองเข้าใจเขาดู เขาอาจจะขาดความรักความอบอุ่นจากครอบครัว ชีวิตตกระกำลำบากแต่เด็ก น่าสงสารที่ไม่มีใครอบรบมาแต่เล็ก (คิดดูสิครับ ชีวิตเขาน่าสงสารขนาดนั้น) หากมองเขาเป็นโคลน ตัวเราเองก็ไม่ควรเอาตัวไปถูไถ และสุงสิงกับคนเหล่านั้นสักนิด หากคนเหล่านั้นมายุ่งกับเรา ก็ให้ใช้อุเบกขา และสัพเพ สัตตาไปเถอะครับ


สองคือ "ทุกงานเลี้ยงย่อมมีเลิกราเสมอ" ไม่ว่าใครพบเจอใคร สุดท้ายก็ย่อมจากลา วันหนึ่งที่เราเคยทำงานด้วยกัน สุขบ้างทุกข์บ้าง แต่ด้วยเรื่องราวอะไรบางอย่าง ก็ย่อมจากลากัน ผมค่อนข้างเข้าใจดีกับเรื่องนี้ และสนับสนุนเสมอ เพราะถ้าวันนี้ไม่ถึงคราวของพี่เขา ครั้งหน้าก็ถึงคราวผมที่ต้องจากลาอยู่ดี แต่ชีวิตก็เป็นแบบนี้ครับ "คนเราพบเพื่อจาก ลาเพื่อเจอกันใหม่"


สามคือ 'AI ตัวร้าย' และมันยิ่งร้ายขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน ผมเพิ่งหัดว่ายน้ำท่าพิสดารเพื่อรับกับน้ำเอไอที่กำลังท่วมโลกได้ วันนี้น้ำท่วมไม่พอมันยังเชี่ยวมากกว่าเดิม และเราก็ต้องมาหัดว่ายน้ำในท่าที่พิสดารขั้นกว่าไปอีก สุดท้ายไม่รู้มันจะไปจบที่ตรงไหน และในอนาคต คิดว่าโลกก็คงบีบบังคับให้เราฝึกว่ายน้ำท่าใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะล้มหายตายจากกันไป ใครอยู่ก็อยู่ไป ผมคิดว่า ไอเดียขายข้าวมันไก่กับเพื่อน คงจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้แน่


สุดท้ายปีนี้ผมแค่จะพยายามใช้ชีวิตให้มากที่สุด แบบที่ใช้ชีวิตจริงๆ แคร์คนอื่นน้อยลง ฟังเสียงตัวเองมากขึ้น ให้ความสำคัญกับธรรมชาติ สัมผัสกับจิตใจภายในให้มากขึ้น ไม่รู้ผลจะออกมาร้ายดีอย่างไร แต่หากการใช้ชีวิตของผม ดันไปกระทบความไม่สบายใจของใคร หรือทำให้ใครเดือดร้อนโดยที่ผมไม่รู้ตัว ต้องขออภัยล่วงหน้าครับ แต่ถ้าใครไหนที่ผมตั้งใจ ก็สาแก่ใจผมแล้วล่ะ

ขอให้อีกครึ่งปี เป็นปีที่ดีของทุกคนนะครับ




Presented by s.up dnscool —’space’ to growth ‘up’
Crafting Skills. Designing Destiny.
The Pub for Life-Vibe-Skill.

Similar Articles

And That's How Dew 'C's' It

My 2024 Wrapped: Lesson, Laughs and Late-Night Deadlines. From Breakthroughs to Burnout

ปี 2024 คือรถไฟเหาะแห่งการย้ายงานจาก Agency สู่ In-House ที่ฟาดหน้าให้ตื่นว่า "หนีเสือปะจระเข้" มีอยู่จริง และองค์กรที่สมบูรณ์แบบนั้นไม่มีในโลก การเผางานระดับ UX Strategy และการตบตีกับปัญหาคนทำงาน พร้อมกับบทเรียนล้ำค่าว่าโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเรา และอย่าคาดหวังให้ใครเข้าใจอะไรถ้าเราไม่สื่อสาร ท้ายที่สุดชีวิตก็เหมือน "บรีฟงานที่คลุมเครือ" เราทำได้แค่ปล่อยวางแบบสโตอิก เลือกว่าจะยอมเหนื่อยกับอะไร แล้วเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งหมดมาเป็น "นักแชร์" ผ่านเพจ s.up เพื่อแชร์ความเจ็บแสบคัน

Dew Punnaruth

date

And That's How Dew 'C's' It

เมื่อผมคุยกับตัวเองในวัย 60 ผ่าน AI

การสนทนากับ AI 'Future You' ในวัย 60 ปี ไม่ใช่แค่กิมมิคไซไฟล้ำยุค แต่มันคือกระจกสะท้อนตัวตนที่ทำให้ค้นพบว่า ความสุขที่แท้จริงอาจเป็นเพียงเรื่องเรียบง่ายอย่างครอบครัว ไม่ใช่เป้าหมายธุรกิจแสนล้าน บทเรียนนี้พลิกมุมมองในฐานะนักออกแบบ สู่การสร้าง 'Self Experience' ที่ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือทำนายอนาคต แต่ต้องมี Emotional Intelligence เข้าใจบริบทชีวิต และเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้มนุษย์ได้ทบทวนตัวเอง ท้ายที่สุด AI มีหน้าที่เพียงตั้งคำถามที่เราหลงลืมไป เพื่อกระตุกให้เรากลับมาโฟกัสกับปัจจุบัน เพราะ AI อาจช่วยเขียนฉากทัศน์ในอนาคตได้ แต่มนุษย์คือคนเดียวที่ต้องลงมือใช้ชีวิตนั้นจริงๆ

Dew Punnaruth

date

Get Notifications For Each Fresh Post
(Soon!!!)

Subscribe