
พลังวิเศษของมนุษย์เป็ด
ไม่กี่ปีก่อน ผมยังเป็นเจ้าของคาเฟ่เล็กๆ ร้านหนึ่งในเชียงราย และเป็นฟรีแลนซ์ตกอับอยู่เลยครับ แต่มาวันนี้ผมกลับเป็น UX/UI Lead ที่ดูแลทีมเกือบสิบคน ซึ่งถ้าเอาสองบรรทัดนี้มาวางเทียบกัน ผมเองยังงงกันตัวเองเลยว่า ผมมาถึงจุดนี้ได้ยังไง เพราะถ้าดูจากประวัติ ผมไม่น่าจะใช่คนที่ได้เป็น Lead ได้ภายในสามปีเลย เหตุเพราะไม่ได้เริ่มต้นสายนี้มาตั้งแต่แรก และผมเองก็ย้ายสายงานมาไม่รู้กี่หน แล้วก็ไม่ได้เก่งสุดสักทางซะด้วย
ผมเลยถือโอกาสมานั่งตกผลึกกับตัวเอง และเขียนบันทึกไว้สักหน่อย (แก่แล้วเผื่อจะลืมลืนไป) ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าบทความนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ การได้เป็น Lead คงมีทั้งจังหวะและคนที่เปิดโอกาสให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคุมเองไม่ได้ สิ่งที่ผมเล่าได้คือวิธีคิดที่ใช้มาตลอดทาง ผมขอเรียกมันว่า “พลังวิเศษที่สร้างได้” ก็แล้วกัน (ฟังดูเกินจริงไปหน่อย แต่เป็ดก็มีสิทธิ์ภูมิใจในตัวเองบ้างเน้อ) เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่กำลังย้ายสาย หรือกำลังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเป็ดที่ไม่สุดสักทาง
ต้องเล่าย้อนความไปก่อนว่า ผมเพิ่งจะย้ายสายงานมาเป็นดีไซเนอร์ อาชีพล่าสุดก่อนจะย้ายสายงานคือเป็นเจ้าของกิจการคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงรายด้วยซ้ำ แต่ก่อนหน้านั้นก็ทำ Creative รายการทีวี และงานสายภาพยนตร์มาก่อนด้วยซ้ำ จับพลัดจับผลูทำ Marketing ได้นิดหน่อย และเขียนคอนเทนต์ได้บ้าง ก็เลยมารับฟรีแลนซ์ทำงานกับเพื่อน ซึ่งผมว่านี่แหละคือพลังพิเศษของผม ที่สามารถทำงานได้ทุกพื้นที่ และลงได้เกือบทุกสมรภูมิรบ
—————————————————————
1. Super Generalist Lifelong Learner
ที่คนไทยเรียกกันว่ามนุษย์เป็ด ทำได้หลายอย่าง แต่ไม่ได้สุดสักทาง ผมเป็นมนุษย์เป็ดที่ไม่หยุดเรียนรู้ ทำให้มีวัตถุดิบหลากหลายอย่างในกระเป๋าที่ตุนเตรียมรอไว้ นี่แหละครับคือพลังวิเศษของผม เพราะผมทำงานได้แทบทุกที่ ลงมือได้เกือบทุกสนาม คุยกับคนทำหนังรู้เรื่อง คุยกับคนทำการตลาดรู้เรื่อง คุยกับคนทำธุรกิจก็รู้เรื่อง แต่ถ้าวันนี้ยังคุยไม่รู้เรื่อง ผมก็พร้อมเรียนรู้เสมอๆ
ผมว่านี่คือจุดแข็งของผมในการทำงาน ไม่ว่าจะที่ไหน หรือสายอาชีพไหนก็ตาม David Epstein เขียนไว้ในหนังสือ Range (2019) ว่าในงานที่โจทย์ไม่ชัดและกฎที่เปลี่ยนแปลงตลอด คนที่มีประสบการณ์กว้างมักจะได้เปรียบ เพราะหยิบวิธีคิดจากเรื่องหนึ่งไปแก้อีกเรื่องหนึ่งได้ ซึ่งงานออกแบบก็เป็นงานแบบนั้นแทบทุกวัน
แต่ต้องยอมรับตรงๆ ว่าความเป็นเป็ดของผมก็มีราคาที่ต้องจ่ายเหมือนกัน เช่น งาน UI ที่ต้องเนี้ยบระดับพิกเซล ตัวผมยังสู้คนที่ฝึกด้านนี้มาด้านเดียวตลอดไม่ได้ และหลายครั้งก็ต้องกลับไปเรียนพื้นฐานใหม่ทั้งที่ทำงานมาหลายปีแล้วก็ตาม
2. ผมปรับตัวได้ไวกว่ากิ้งก่า
ผมมีความสามารถในการไหลไปตามกระแสน้ำ และทำตัวแบบน้ำเปล่าที่จะเอาผมไปอยู่ในภาชนะไหน ก็สามารถปรับรูปทรงให้เข้ากับภาชนะได้ อันนี้คำพูดแบบสวยหรูหน่อย แต่ถ้าให้ลูกทุ่งกว่านั้น ผมเป็นมนุษย์กิ้งก่าที่ปรับตัวได้ไว (แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนสีแบบไม่มีหลักการ) เพราะผมเข้าใจในกฎฟิสิกส์ของโลก ที่โลกมันหมุนรอบตัวเอง ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา นั่นจึงทำให้โลกมันเปลี่ยนแปลงทุกวัน การยึดติดกับอดีต หรือความสำเร็จเก่าๆ หรือการทำตัวไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทำให้เราฝืนใช้ชีวิตไปอย่างเหนื่อยเปล่า
เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่สถานการณ์เปลี่ยน ผมพร้อมเปลี่ยนตาม และไม่ได้เปลี่ยนแค่สีให้กลืนไปกับที่ใหม่ แต่ใช้ความเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ตัวเองเก่งขึ้นด้วย
ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ใกล้ตัวที่สุดคือเรื่อง AI ที่กำลังถาโถม ณ ปัจจุบันหลายแห่งอาจจะมอง AI เป็น Norm ไปแล้วด้วยซ้ำ แม้ในสายออกแบบที่ต้องเอา AI มาช่วยในการทำงานมากขึ้น ตอนที่ AI เริ่มเข้ามาในงานออกแบบใหม่ๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ถึงขั้นเคยเถียงหัวชนฝาว่า "AI ไม่มีทางแทนที่ Designer ได้" แต่ถึงจะเถียงแบบนั้น ผมก็ไม่ได้ปิดประตูใส่มัน และยังลองใช้อยู่เรื่อยๆ และยิ่งใช้ก็ยิ่งเห็นว่ามันช่วยงานได้จริงมากขึ้นทุกวัน จากคนที่เคยเถียงว่า "เห้ยไม่เวิร์คหรอก" ผมเลยกลายเป็นคนที่ผลักดันสุดลิ่มทิ่มประตูให้ทีมลองเอา AI เข้ามาใน Process การออกแบบ ซึ่งเป็น Process ที่ทีมเราช่วยกันคิดกันมาจนแทบหมดแรง แต่ผมก็ยังยืนยันคำเดิมว่า "AI ไม่มีทางแทนที่ Designer ได้ ถ้าเราไม่ทิ้งความเป็น Designer" และให้ AI ช่วยทำงานแรงงานไป ส่วนงานคิดยังต้องเป็นของเรา
คนที่ย้ายสายมาหลายรอบจะรู้ว่า การเริ่มนับหนึ่งใหม่ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น พอทำบ่อยเข้ามันกลายเป็นทักษะไปเอง
3. Task Responsibility
ผมว่าพลังพิเศษของผมข้อนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้เติบโตเร็วขึ้น และทำให้หัวหน้าเห็นผมเร็วขึ้น คือผมมักจะ Take Responsibility เสมอ หลายคนบอกว่า ก็ทำงานมันก็ต้องมี Responsibility อยู่แล้วสิ แต่ใน The Responsibility Process ของ Christopher Avery เขาชี้ให้เห็นว่าคำว่า "รับผิดชอบ" ที่เราพูดกันติดปาก กับความรับผิดชอบจริงๆ เป็นคนละเรื่องกันเลย
Avery บอกว่าเวลาเจอปัญหา คนเราจะผ่านความคิดเป็นขั้นๆ ก่อนจะไปถึงความรับผิดชอบจริง ซึ่งผมว่าคนทำงานทุกคนน่าจะเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น
ขั้นแรกคือทำเหมือนไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น (Denial) พอปัญหาใหญ่จนปิดไม่มิด ก็เริ่มโทษคนอื่น (Lay Blame) Brief ไม่ชัดบ้าง ลูกค้าเปลี่ยนใจบ้าง Dev ทำไม่ตรงแบบบ้าง ถัดมาก็หาเหตุผลมารองรับ (Justify) อย่าง "ก็ Deadline กระชั้นชิดขนาดนี้ ใครจะไปทำทัน" แล้วพอโทษใครไม่ได้แล้ว ก็หันมาโทษตัวเองแทน (Shame) ว่าเราคงไม่เก่งพอ
ขั้นที่ผมว่าน่าสนใจที่สุดคือขั้นถัดมา ที่ Avery เรียกว่า Obligation คือการทำเพราะมันเป็นหน้าที่ ทำเพราะต้องทำ ไม่ได้ทำเพราะอยากให้งานมันดีขึ้น ซึ่งถ้าลองสังเกตดีๆ ประโยค "ทำงานก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว" ส่วนใหญ่ก็อยู่ในขั้นนี้นี่แหละครับ ดูเหมือนรับผิดชอบ แต่จริงๆ แค่จำใจทำให้เสร็จ และถ้าฝืนอยู่ในขั้นนี้นานๆ คนก็มักจะหลุดออกไปทางที่เขาเรียกว่า Quit คือตัวยังอยู่ แต่ใจเลิกทำไปแล้ว
ส่วนความรับผิดชอบ (The Responsibility) จริงๆ ในความหมายของ Avery ไม่ใช่การรับผิด และไม่ใช่การโทษตัวเอง แต่คือการมองว่าเรามีทางเลือกเสมอ แล้วถามตัวเองว่า "ตอนนี้ผมทำอะไรได้บ้าง" จากนั้นก็ลงมือแก้ไปเลย
สำหรับผม การ Take Responsibility มันเลยไม่ใช่การรับผิดชอบแทนทุกคน แต่มันคือการที่เราไม่รอให้ใครมาบอกว่าปัญหานี้เป็นของใครนะ ถ้าผมเห็นและผมช่วยได้ ผมก็ถือว่าปัญหานั้นมันก็เป็นของผมไปแล้วเหมือนกัน
ซึ่งในตอนทำงานเมื่อสมัยก่อน แน่นอนว่างานออกแบบ ผมมักจะถูกมอบหมายให้ออกแบบแค่ UI แต่ในฐานะ UX/UI Designer ในตอนนั้น มันมีคำว่า UX ค้ำอยู่ในชื่อตำแหน่ง ผมเลยมักจะมีคำถามมากกว่าปกติ นอกเหนือจากงาน เพราะผมไม่ได้อยากรู้แค่ว่าหน้าจอนี้ต้องหน้าตายังไงนะ แต่ผมดันทะลึ่งไปอยากรู้ด้วยว่าทำไมต้องมีหน้าจอนี้ ใครได้ประโยชน์ แล้วธุรกิจได้อะไรกลับมา หลายๆ ครั้ง และบ่อยๆ ครั้ง ผมเลยต้องต่อยอดไปเรียนรู้ในเรื่องของ UX Strategy
หรือพอทำงานกับ PM/PO ที่อาจจะงานเยอะ ดูแล Task เราไม่ทั่วถึง ผมก็ห่วงว่าจะไม่มีงานทำ ผมเลยต้องกระโดดไปทำ Timeline กับ Roadmap เอง เลยต้องไปเรียนรู้เรื่องของ Agile / Product Management ไปโดยปริยาย หรือพอบางครั้ง Req มาไม่ชัดเลย ไม่ครบเลย ผมเลยจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ด้าน Business เพื่อเคลียร์ Req ในตัวเองให้ครบและชัด และนำเสนอในมุม User + Business โดยไม่ต้องรอ BA หรือ Marketing หรือที่ผมเจอบ่อยมากในช่วงหลังคือการคุยกับ Dev ที่เราแทบจะไม่รู้ Code หรือ Technical เบื้องหลังเลย ผมก็เลยเรียนรู้พอเป็นงูๆ ปลาๆ เพื่อใช้ในการออกแบบ และสื่อสารกับ Dev ให้เข้าใจตรงกันได้ (ถ้าเป็นภาษาของผมเองก็คือตัว Y ที่พยายามจะเป็นตัว X นั่นแหละ ลึกให้ได้มากกว่าหนึ่งขา)
ซึ่งพอเป็นแบบนี้ งานเข้ามาหนึ่งชิ้น ผมก็มักจะทำมากกว่าหนึ่งเสมอ ออกแบบหน้าจอเสร็จแล้วก็อดคิดต่อไม่ได้ว่ามันจะวัดผลยังไง จะเล่าให้ Stakeholder ฟังยังไง หรือจะทำให้ Dev ทำงานง่ายขึ้นได้ไหม พอเป็นแบบนี้ ผมเลยถูกดึงเข้าไปคุยในห้องประชุมบ่อยขึ้น พอบ่อยขึ้นมันมีโอกาสอยู่ในนั้นมากมาย
4. ผมเป็นเจ้าของกิจการ
ก่อนจะกระโดดมาสายงานออกแบบ ผมเป็นเจ้าของกิจการมาก่อน แม้จะล้มเหลว แต่มันช่วยให้ผมมีมุมมอง และแนวความคิดอย่างหนึ่งคือ "ทุกการตัดสินใจมีราคาของมันเสมอ" สมัยผมทำร้านคาเฟ่ ในมุมของคนที่บริหาร จะทำอะไรมันต้องคิดหลายขั้นตอนมาก จะขายเมนูใหม่ หรือจะซื้ออุปกรณ์เพิ่ม มันต้องมีหลายอย่างมากในการตัดสินใจ และมันไม่มีความมั่นใจเลยว่า ในการเลือกนั้นจะถูกต้อง
พอได้โอกาสมาเป็นนักออกแบบ ผมเลยมักจะถามว่า ทำไปทำไมนะ มันคุ้มใช่ไหม หรือถ้าไปแก้อย่างอื่นจะคุ้มกว่ารึเปล่า หรือแม้แต่ทำแล้วจะได้อะไรกลับมาล่ะ ซึ่งบังเอิญเป็นภาษาเดียวกับที่คนตัดสินใจในห้องประชุมใช้กันพอดี
และอีกเรื่องคือ ผมมักจะไม่มั่นใจเลยในการออกแบบว่า นี่คือสิ่งที่ถูกต้องหรือดีแล้ว จนกว่าจะได้ทดสอบกับผู้ใช้จริงๆ เอาจริงผมมองว่าอันนี้คือข้อเสียมากสำหรับผม แต่พอโตขึ้นเลยเข้าใจได้อย่างหนึ่งว่า เราไม่จำเป็นต้องหาคำตอบที่ถูกที่สุดเสมอไป แต่ในมุมมองธุรกิจ คือการเลือกจ่ายราคาที่ถูกที่สุด ก่อนที่ราคาจะแพงขึ้นนั่นแหละครับ
5. ผมเลือกงานยากเสมอ
ข้อนี้ฟังดูเหมือนผมเป็นคนชอบหาเรื่องใส่ตัวนะครับ แต่ผมมีเหตุผลอยู่ก็คือ เวลามีงานให้เลือก ผมมักจะหยิบงานที่ตัวเองยังทำไม่เป็น มากกว่างานที่รู้อยู่แล้วว่าทำได้ เพราะงานที่ทำได้อยู่แล้ว ทำเสร็จเราก็เก่งเท่าเดิม แต่งานที่ยังทำไม่เป็น ทำเสร็จเมื่อไหร่เราก็เก่งขึ้นอีกขั้นหนึ่งเสมอ ต่อให้ทำออกมาไม่ดีก็ตาม
มันเลยทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า งานยากวันนี้มักจะกลายเป็นงานง่ายในวันหน้า พอเจองานแบบเดิมอีกครั้ง มันไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้ว แล้วเราก็มีแรงเหลือไปหยิบงานที่ยากกว่าเดิมได้อีก และพอเราทำได้มันจะกลายเป็นทักษะที่ติดตัวเราไปตลอดชีวิต
ยกตัวอย่างพลังวิเศษที่ผมได้ติดตัวมาจากการทำงาน Agency คือพลัง Presentation มีหลายครั้งมากที่ผมไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปคุยลูกค้า หรือไป Present เราฝากหัวหน้าไปก็ได้ ฝาก PM ไปก็ได้ แต่ด้วยความใจสู้และอยากทำ ก็เลยฮึดใจไป! บางครั้งลูกค้าเจ้าใหญ่ๆ ในครั้งแรกๆ ผมใจสั่นตลอด มือเย็น หน้าชา แต่ก็ฝืน Present งานไป เพราะอยากให้ลูกค้าเข้าใจมุมมองในการออกแบบของเรา ว่าเรามีแนวคิดแบบไหนถึงได้ออกแบบดีไซน์นี้มานะ แล้วมันเหมาะกับโจทย์หรือธุรกิจลูกค้ายังไง แน่นอนว่าก็มีโดนด่าบ้าง ล้มไปบ้าง แต่ผมก็เลือกที่จะทำเสมอๆ มันเลยทำให้ผม Present อะไรก็ตามในปัจจุบัน มันไม่ได้ยากเท่าที่คิดไว้ และก็ดันได้ทักษะที่สำคัญติดตัวมาใช้หากิน จนถึงทุกวันนี้
และไม่ใช่แค่การ Present นะครับ แต่งานอื่นๆ ที่ยากส่วนใหญ่ ผมมักจะจับฉลากได้ทำเสมอ และผมค่อนข้างชอบเสียด้วยซ้ำ แน่นอนว่างานยากใช้เวลามากกว่า เหนื่อยกว่า และบางครั้งเสียใจกว่า เจ็บกว่า แต่ถ้าย้อนกลับไปเลือกใหม่ได้ ผมก็ยังคงเลือกแบบเดิม
6. ผมไม่กลัวการเริ่มนับหนึ่งใหม่
ถ้านับดูดีๆ ผมเริ่มนับหนึ่งใหม่มาหลายรอบแล้วนะครับ จากงานรายการทีวีกับงานภาพยนตร์ ไปเป็นเจ้าของคาเฟ่ แล้วก็ข้ามมาเป็นดีไซเนอร์ ซึ่งแต่ละรอบไม่ได้ย้ายแค่ที่ทำงาน แต่ย้ายทั้งศัพท์แสงที่ใช้ คนที่ทำงานด้วย และสภาพแวดล้อมวิธีคิด
ช่วงแรกในการย้ายสายไม่ได้สนุกหรอกครับ ผมต้องยอมเป็นคนที่รู้น้อยที่สุดในห้อง ถามคำถามที่คนอื่นรู้กันหมดแล้ว และทำงานช้ากว่าคนที่อยู่มาก่อนอยู่พักใหญ่ อย่างช่วงแรกที่ย้ายมาทำงานดีไซเนอร์ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Wireframe คืออะไร แล้วอะไรคือ Prototype กว่าจะเข้าใจก็ยืนงมอยู่นาน
แต่พอผ่านมาหลายรอบ ผมก็สังเกตเห็นอะไรอย่างหนึ่ง คือเราเรียกมันว่า "นับหนึ่ง" ไม่ได้เรียกว่า "นับศูนย์" เพราะทุกครั้งที่เริ่มใหม่ ของเก่าที่ผมมีก็ติดตัวมาด้วยเสมอ ความเป็นเป็ดที่เล่าไปตอนต้นก็มาจากตรงนี้แหละครับ ไม่มีรอบไหนที่ต้องเริ่มจากมือเปล่าจริงๆ หรอก
ซึ่งพอทำบ่อยเข้า การเริ่มใหม่ก็กลายเป็นทักษะไปเอง ความกลัวไม่ได้หายไปหรอก แค่เรารู้แล้วว่ามันจะจบลงตรงไหน และไปเริ่มกลัวใหม่อีกครั้งๆ
7. โชคดีหรือเตรียมพร้อม
ผมได้ยินคนพูดกับผมอยู่บ่อยๆ ว่า "โชคดีจังเลยนะ มีโอกาสเข้ามาหาเยอะแยะ" (คุณก็พูดไป) ซึ่งพูดกันตรงๆ คำนี้แทบไม่มีความหมายกับผมเท่าไหร่ครับ
ไม่ได้แปลว่าผมไม่เชื่อเรื่องโชคนะ (ผมซินแสตัวพ่อนะครับ ไปไหว้พระขอพรประจำ) แต่ผมรู้ดีว่าโปรเจกต์ที่หยิบจับ หรือโอกาสดีๆ ที่เข้ามา มันไม่ได้มาจากการนั่งรอขอพรอย่างเดียว เพราะต่อให้โอกาสเดินมาถึงหน้าประตู ถ้าวันนั้นผมยังไม่พร้อม หรือไม่กล้าคว้าไว้ โอกาสก็จะเดินผ่านไปเฉยๆ แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ผมเลยไม่ค่อยมองว่ามันเป็นเรื่องของโชคสักเท่าไหร่ เพราะในทุกช่วงของชีวิต คนทุกคนมีโอกาสผ่านเข้ามาเสมอ ที่ต่างกันคือตอนที่มันมาถึง เราพร้อมรับมันไว้หรือเปล่า
ถ้าจะให้เห็นภาพ ก็คงเหมือนคนที่รอฝน วันที่ฝนตกผมชอบเรียกว่าวันโชคดี แต่ถ้าผมนั่งรอฝนเฉยๆ โดยไม่ได้ขุดร่องรอรับน้ำ ไม่ได้พรวนดิน ไม่ได้ถางหญ้า หรือไม่ได้เตรียมเมล็ดไว้ปลูก พอฝนตกลงมาจริงๆ น้ำฝนก็แค่ไหลผ่านไปเปล่าๆ โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
ซึ่งพอมองย้อนกลับไป ผมว่าหกข้อที่เล่ามาทั้งหมด ก็คือการเตรียมดินของผมนั่นแหละครับ เรียนรู้ไว้ก่อนแม้ยังไม่รู้ว่าจะได้ใช้เมื่อไหร่ หยิบงานยากไว้ก่อนแม้ไม่มีใครบังคับ พอวันที่โอกาสได้เป็น Lead มาถึง ผมเลยมีอะไรให้คว้าได้ทัน
—————————————————————
✦ แล้วเป็ดอย่างเราจะเอาไปใช้ยังไง
พอเขียนมาถึงตรงนี้ ผมเพิ่งสังเกตเห็นเลยวาส ไอ้ว่าทั้ง 7 ข้อนี้ไม่มีข้อไหนเป็นเลยที่เป็นเรื่องฝีมือการออกแบบเลยสักข้อ มันมีแต่ประสบการณ์การใช้ชีวิต มีแต่เรื่องวิธีเรียน วิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และวิธีมองงานให้กว้างกว่างานตัวเองทำ
ผมไม่ได้บอกว่าฝีมือไม่สำคัญนะครับ ฝีมือยังเป็นตั๋วที่พาผมเข้ามาในวงการได้ แต่จากที่ผมเห็นมาเองในสามปีนี้ สิ่งที่พาคนคนหนึ่งขยับขึ้นไปเรื่อยๆ มักจะเป็นเรื่องที่อยู่นอกตำราเรียน หรือกฏเกณฑ์การทำงานซะส่วนใหญ่ ผมมักเรียกว่าตั๋วทองคำ ซึ่งข่าวดีก็คือของพวกนี้มันฝึกกันได้ ไม่ต้องรอพรสวรรค์
เพราะฉะนั้นใครที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเป็ด ทำได้หลายอย่างแต่ไม่สุดสักทาง หรือกำลังจะย้ายสายแล้วกลัวว่าของเก่าที่มีจะเสียเปล่า ผมอยากให้ลองเปิดกระเป๋าดูอีกรอบนะครับ เพราะของที่เราคิดว่าไม่เกี่ยวกับงานใหม่เลย อาจเป็นพลังวิเศษที่คนในที่ทำงานไม่มีใครมีก็ได้ (อย่างน้อยในห้องประชุมของผม ผมก็น่าจะเป็นคนเดียวที่เคยเปิดร้านกาแฟแล้วเจ๊งมาก่อน)
แต่การได้เป็น Lead ก็ไม่ใช่เส้นชัยนะครับ มันคือการนับหนึ่งใหม่อีกรอบ และเป็นรอบที่ยากกว่าทุกรอบที่ผ่านมา (ยากโคตรๆ) เดี๋ยวเก็บไว้เล่าในตอนหน้านะครับ
Presented by s.up dnscool —’space’ to growth ‘up’
Crafting Skills. Designing Destiny.
The Pub for Life-Vibe-Skill.