UX is Dead Again
ดราม่าร้อนๆ ที่สั่นสะเทือนวงการ UX/UI ไทยไม่น้อย ทำเอาผมแทบอยู่ไม่ได้ จากที่ขี้เกียจๆ เลยต้องหยิบอะไรมาเขียนสักหน่อย หลายคนน่าจะเห็นข่าวเรื่อง บริษัทเทคแห่งหนึ่งในไทย ประกาศเลิกตำแหน่ง UX/UI และยกหน้าที่ให้กับ Engineer (แค่อยากถามว่า ท่านหา Engineer แบบนี้ได้ที่ไหน อยากหามาทำงานที่บอมั่ง) แล้วก็แตกตื่นกันอีกตามเคยกับอาการ UX is Dead มันตายแล้วนะเว้ยย
แต่เรื่องตำแหน่งหน้าที่นี่ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เมื่อปีที่แล้ว Carl Rivera ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบ (Chief Design Officer) ของ Shopify ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า Shopify ได้ยกเลิกตำแหน่งงานที่ใช้คำว่า UX ออกไปทั้งหมดแล้ว ด้วยเหตุผลง่ายๆ ของเขาเลยก็คือ “ก็การออกแบบมันคือศิลปะอะ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์” คุณ Rivera บอกว่า เราพยายามตีกรอบให้คำว่า UX มันเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีสูตรสำเร็จตายตัวมากเกินไป และปัจุบัน (ในยุคเมื่อปีที่แล้วด้วยนะ) AI สามารถจัดการงานฝั่งฟังก์ชันการใช้งานได้ทั้งหมดแล้ว เช่นเรื่อง Usability และระบบการทำงานพื้นฐาน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่ทำมาหากินของ UX Designer อย่างเราๆ เพราะฉะนั้นตำแหน่งหน้าที่เรา มันควรจะมุ่งแต่เรื่องนี้จริงๆ หรือเปล่า ในเมื่อมันมีสิ่งที่ทำได้เร็วกว่า ดีกว่าไหมไม่รู้แหละ แต่เร็วก็แล้วกัน และผู้บอส่วนใหญ่ดันชอบด้วยสิ
UX is Dead Very Dead
ผมเริ่มต้นจากการเขียนคอนเทนต์นี้ด้วยมุมมองที่ว่า เมื่อก่อนวงการเราโคตรให้คุณค่ากับการแก้ปัญหาของคน มากกว่าแค่การทำงานให้เสร็จๆ ไวๆ แต่พอโลกหมุนเร็วขึ้น มุมมองก็เปลี่ยนไป มนุษย์ UX เลยต้องดิ้นรนตามน้ำ จนเกิดคำถามตลกร้ายในปีก่อนว่า UX is Dead? (จริงหรอ) หลังจากนั้นผมก็เริ่มตั้งคำถามต่อ พาทุกคนไปส่องโลก UX Apocalypse ที่เต็มไปด้วยมรสุมรุมเร้า ซึ่งเราแอบหวังลึกๆ ว่าถ้ามีมายเซ็ทที่ดี สกิลที่ยอดเยี่ยม และตื่นรู้ทันโลก เราคงจะรอด
แต่สารภาพตามตรงครับ ถ้ามองโลกนาทีนี้ โลกปี 2026 ที่เทคโนโลยีเข้ามากระชากการทำงานของเราหลุดลุ่ยในทุกวัน ผมบอกแบบคลิกเบทได้เลยว่า “UX is Dead Very Dead” ที่ตายสนิทศพไม่สวยด้วยครับ ใครจะรอดก็รอดไป แต่! แต่! แต่นะครับ น่าจะไม่ใช่มนุษย์ UX สายดั้งเดิมแบบผมแน่ๆ ที่ต้องตายอย่างสงบศพไม่สวยแน่นอน
เหตุผลเพราะ สองสามปีก่อนข่าวเลย์ออฟวงการออกแบบก็ว่าสูงแล้วนะ แต่ปีที่ผ่านมามันชัดซะยิ่งกว่าชัด ลองเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาตอนนี้เลยครับ เช็กหน้าฟีด LinkedIn หรือ Facebook ดูสักแป๊บ ถ้าในอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณไม่มีคนรู้จักโพสเชิงว่า “วันนี้เป็นวันสุดท้ายในบริษัท...” พร้อมรูปหมู่ทีมออกแบบที่ยิ้มแบบขำแห้ง หรือไม่ก็ “ฉันกำลังมองหาโอกาสใหม่” (จริงๆ แล้วบริษัทเก่าเป็นคนพลักดันให้เราไปหาโอกาสใหม่ข้างหน้าต่างหาก) หรือไม่ก็น่าจะเจอโพสต์แนว “แจกเทมเพลต Prompt สำหรับให้ AI วางระบบ User Flow ใน 3 คลิก”
แล้วพอก้มลงมามองหน้าจอ Figma ของตัวเอง ประโยคที่ลอยอยู่ในหัวผมทุกวันคือ “เรากำลังทำอะไรอยู่วะ”
เราในฐานะดิจิทัลดีไซเนอร์ เมื่อก่อนเวลาอยากได้หน้าอะไรสักอย่าง ก็ต้องมานั่งคุยปัญหา คิดออกมาเป็น Solution ใช้เวลาออกแบบสักวันนึง นัดรีวิวกับทั้งทีม ไม่มีปรับแก้ก็ส่งงานได้ แฮปปี้ แต่ปัจจุบันไม่ใช่อย่างงั้นแล้วสิครับ PM เจน Req มาจาก AI (ซึ่งไม่ได้ Recheck ด้วยซ้ำ) พร้อมกับ Flow ประหลาดๆ กับหน้า UI ที่ AI เสกมาให้ ละบอกเอาอย่างงี้เลยนะ ซึ่งเราก็ต้องเอามาตบหน้า Design ให้มันตรงกับ Design System ที่อุตส่าห์สร้างมาเป็นปีๆ โดยแทบไม่ได้สนใจผู้ใช้ด้วยซ้ำ และพีคกว่านั้นคือพอเราช้าไปนิดเดียว PM เดินมาบอกว่า “พี่ ไม่ต้องทำละครับ Dev เอาดีไซน์จาก AI ขึ้นระบบไปเรียบร้อยแล้ว พี่ไปทำการ์ดอื่นเลย” ฟังแล้วไม่รู้จะสงสารใครก่อนดี
ย้อนกลับไปสัก 5-6 ปีก่อน ตอนที่วงการ UX/UI บูมจนเปิดบูทแคมป์สอนกันแทบทุกซอย หรือแค่เดินเข้าไปในห้องประชุมแล้วพูดคำว่า Persona หรือ Wireframe ด้วยน้ำเสียงขรึมๆ Stakeholder ก็แทบจะก้มกราบพร้อมประเคนเงินเดือนหลักแสนให้แล้ว แต่ตัดภาพมาในปี 2026 นี้ บูทแคมป์เหล่านั้นยังไม่ทันเปิดรอบใหม่ด้วยซ้ำ ตลาดแรงงานดิจิทัลก็เต็มไปด้วยคนตกงานที่เคยเชื่อว่า Design Thinking จะเป็นสิ่งวิเศษที่จะเลี้ยงชีพเราไปตลอดชีวิต และถ้างานทั้งวันของเรายังจบด้วยการส่งลิงก์ Figma หรือการนั่งทำตามเช็กลิสต์ในตำราเก่าอยู่ ผมขอแสดงความเสียใจด้วยครับ งานของคุณได้ตายลงไปเรียบร้อยแล้ว และมันเป็นการตายแบบสนิท ศพไม่สวยด้วย ชนิดที่ไม่ต้องถาม “ใครฆ่า พะยูน… ไม่ได้ฆ่า แต่เห้อะไรไม่รู้ ฆ่าเราซะตายเรียบ”
AI ฆ่าใครใน UX บ้าง
กูรูหลายคนชี้นิ้วไปที่ปัญญาประดิษฐ์หรือน้อง AI ว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ไล่เชือดดีไซเนอร์อย่างโหดเหี้ยม ซึ่งถ้าเราดูหลักฐานในที่เกิดเหตุแบบมีอคติเต็มเปี่ยม ก็คงต้องยอมรับว่า AI มันเข้ามาฆ่าเนื้องานบางส่วนของเราให้ตายคามือไปจริงๆ
แล้วน้อง AI มันเชือดอะไรเราไปบ้างล่ะ
อย่างแรกคือพวก คนนั่งวาดหน้าจอ (The Pixel-Pushing UI) แต่ก่อนถ้าอยากได้หน้าล็อกอินสวยๆ ดีไซเนอร์จูเนียร์ต้องใช้เวลาเป็นวันๆ นั่งลาก Component จัด Auto Layout ใน Figma แต่ตอนนี้ AI มันจำพฤติกรรมสากลและมาตรฐานการออกแบบได้ตั้งแต่วันแรกที่เกิด พิมพ์ Prompt สั่ง 3 วินาที มันเจน หน้าจอออกมารองรับ Design System แถมพ่วงโค้ดส่งให้ Dev ได้เลยทันที ขนาดคนที่ไม่ใช่ดีไซเนอร์เลย ยุคนี้ยังทำ Vibe Coding เสก Prototype ขึ้นมาได้ แล้วองค์กรจะจ้างเราเดือนละหลายหมื่นมานั่งลากสี่เหลี่ยมทีละพิกเซลทำไม
ต่อมาคือ คนรีเสิร์ชสายชิว (Superficial User Research) งานประเภทแจกแบบสอบถามออนไลน์ นั่งถอดเทปสัมภาษณ์ 20 ชั่วโมง โดน AI แย่งงานไปแบบ 100% เพราะมันอ่านข้อมูลดิบมหาศาลแล้วสรุป Insight ได้ในเสี้ยววิ แถมตอนนี้ยังมีเทรนด์การใช้ Synthetic Users หรือผู้ใช้จำลองที่สร้างโดย AI มารับแรงกระแทกแทนมนุษย์จริงๆ ในการทดสอบ Flow เบื้องต้นอีกต่างหาก ใครชิวอยู่ไม่รอดแน่
แถม โครงสร้างแอปแบบเก่าก็กำลังไร้ความหมาย (Traditional App-Centric Flows) เมื่อก่อนหน้าที่ของเราคือออกแบบให้คนกด 5 คลิกเพื่อโอนเงิน หรือกด 7 หน้าเพื่อจองตั๋วเครื่องบิน แต่ในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ที่เป็น AI-Native มองว่า GUI หรือหน้าจอแบบเดิมนี่แหละคือตัวขัดขวางประสบการณ์ ยุคนี้เรากำลังมุ่งหน้าสู่ระบบ Intent-First ที่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจ ผู้ใช้ไม่ได้อยากได้หน้าจอสวยๆ อีกต่อไป (จริงหรอ) แค่พิมพ์หรือพูดสั่งคำเดียวว่า “จองตั๋วไปเชียงใหม่ที่ถูกที่สุดในศุกร์นี้ให้หน่อย” ระบบเอเจนต์หลังบ้านก็จัดการให้เสร็จ หน้าจอแอปที่มีปุ่มเยอะๆ กำลังจะหมดความหมาย การออกแบบจากนี้ไปอาจไม่ใช่การทำ UI แต่เป็นการออกแบบระบบแทน
และสุดท้ายคือ อวสานดีไซเนอร์จูเนียร์ (The Extinction of Juniors) บูทแคมป์ระยะสั้นดันผลิตนักออกแบบที่เน้นแต่ "งานภาพและการตกแต่งพิกเซล" (Pixel Pushing) ออกมาจนล้นตลาดเกินไป โดยไม่มีทักษะด้านกลยุทธ์หรือการรีเสิร์ชเชิงลึกเลยแม้แต่น้อย ปัญหาคืองานสเกลตื้นๆ แบบนี้เป็นสิ่งที่ AI ทำได้ดีที่สุด ตลาดตอนนี้เลยปิดประตูใส่เด็กจบใหม่ที่มองงาน UX/UI เป็นแค่การผลิตของสวยๆ งามๆ ดังปั๊ง และสุดท้ายก็อาจเหลือที่ว่างเฉพาะคนระดับ Super-Senior ที่เก๋าเกมพอจะคุมเกมเชิงกลยุทธ์เท่านั้น
แถมน้อง Juniors ที่พอได้ยินคำว่า Design with AI ก็แห่แหนกันไปตามระเบียบโลก ก็น้ำมันท่วมอ่ะพี่ ผมจะไม่ว่ายน้ำหนีหรอ มันก็จริงที่ต้องว่ายน้ำหนี แต่น้องจะหนีด้วยการไม่มีพื้นฐานเลยไม่ได้ จะว่ายน้ำท่ากรรเชียงก็ต้องเรียนการทรงตัวในน้ำก่อน เพราะฉะนั้นทักษะอะไรที่เป็นพื้นฐานการออกแบบ ก็ยิ่งควรจะให้ความสำคัญมากขึ้น อย่างเช่น Critical Thinking หรือแม้แต่ Creative Thinking และยิ่งสายงานเรามันต้องมีความ Empathy สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ควรให้ความสำคัญยิ่ง
สิ่งเหล่านี้ผมไม่ได้คิดเองเออเองนะครับ บทความต่างประเทศก็พูดเรื่องนี้บ่อยๆ อย่างบทความ AI Isn’t Killing UX, It’s Redefining It ของคุณ Naomi Niles (UX/UI Expert) ที่บอกว่า
"I don’t know exactly what bootcamps and schools are teaching under the umbrella of UX Design, but my sense is that a large portion of it leans toward visual design. This is likely because that’s what the job market are asking for. The problem is that AI tools are already very good at generating visual layouts and iterating on them quickly. If new designers are being trained primarily in visuals without the strategic and research-heavy side of UX, then a lot of people entering the field will face an uphill battle trying to secure roles."
Niles เขียนว่า เธอไม่รู้แน่ชัดว่าหลักสูตรอบรมสอนอะไรบ้างภายใต้หัวข้อ UX แต่คิดว่าส่วนใหญ่เน้นไปที่งานภาพเพราะตลาดต้องการ ปัญหาคือ AI มันเก่งมากในการสร้างเค้าโครงภาพและปรับปรุงแก้ไขอย่างรวดเร็ว ถ้านักออกแบบรุ่นใหม่โดนฝึกมาแค่ด้านภาพ โดยไม่มีด้านกลยุทธ์และการวิจัยเชิงลึก คนกลุ่มนี้จะเผชิญความยากลำบากในการหางานอย่างสาหัส
เสริมกับสิ่งที่ผมเจอตอนสอนเด็กมหาวิทยาลัยและนั่งสัมภาษณ์งาน สแกนพอร์ตโฟลิโอของน้องๆ ความรู้สึกแรกคือเนื้อหามันเทไปทางงานภาพค่อนข้างมาก แต่ความเข้าใจแรกเริ่มเกี่ยวกับ UX มันแทบไม่มีเลย ไม่นับการได้คุยกับเพื่อนในวงการที่บ่นระงมเป็นเสียงเดียวกันว่า UX ไม่ได้สำคัญเท่า UI แล้วในยุคปัจจุบัน ฟังแล้วเจ็บปวดน่าดู
ถ้ามองกันแบบมีหลักฐาน แน่นอนครับว่า นังพะยูนก็คือ AI คือตัวร้ายที่มาฆ่า UX Designer รุ่นเก่าตกกระป๋อง แต่ถ้าเราลองทิ้งอคติแล้วมองลงไปให้ลึกกว่านั้น ความตายที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอะไรกันแน่ คำถามสำคัญคือ UX กำลังจะตาย หรือมันตายไปแล้ว หรือยิ่งกว่านั้น จริงๆ แล้ว UX มันไม่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเลยหรือเปล่า
. . .
AI เป็นแค่เครื่องมือ
ในบทความ Why I’m Not Worried About My UX Job in the Era of AI ของคุณ Raluca Budiu (ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก NN/g) เล่าว่า ในงานคอนเฟอเรนซ์ Insight Out ของ Dovetail คุณ Jess Holbrook ได้กล่าวบางสิ่งที่สะกิดใจเธออย่างแรงว่า “เป้าหมายของผมคือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น และนั่นคือเหตุผลที่ผมทำวิจัย UX” สิ่งนี้อาจฟังดูพื้นๆ แต่ทรงพลังและลึกซึ้งมาก เพราะกระบวนการและวิธีคิดด้าน UX รวมถึงการดีไซน์ ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ "เครื่องมือ" ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นเท่านั้นเอง
ใช่ครับ หากเรามองว่า AI เป็นแค่เครื่องมือ มันจะไม่สามารถไปฆ่าใครได้เลย ถ้าไม่มี “คนนำมันไปใช้ในทางที่ผิด” และทำไมเราถึงต้องมองว่ามันเป็นแค่เครื่องมือ นั่นก็เพราะถ้าลองมองย้อนกลับไปในอดีต เครื่องมือ UX เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา 20 ปีที่แล้วการสังเกตพฤติกรรมผู้ใช้ต้องตั้งกล้องเว็บแคมแยกต่างหากเพื่อดูใบหน้าและสายตา แต่ยุคปัจจุบันเราใช้แพลตฟอร์มสำเร็จรูปเก็บข้อมูลอัตโนมัติ หรือเรื่องการจดบันทึกสรุปผล เมื่อก่อนต้องพกสมุดจดหรือนั่งพิมพ์กันจนนิ้วล็อก แต่พอมายุค AI แค่อัดวิดีโอโยนให้มันสรุป หรือถ่ายรูปโพสต์อิทแล้วให้มันสกัด Insight เร็วกว่ามนุษย์ทำเองหลายเท่า เห็นไหมครับ จริงๆ AI มันก็แค่เครื่องมือ และเมื่อเครื่องมือมันพัฒนาได้เร็วขึ้น เก่งขึ้นในทุกวินาที หน้าที่ของเราคือการค้นหาว่า ไอ้เจ้า AI เนี่ย มันจะเข้ามาช่วยเราสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและราคาถูกลงได้อย่างไรก็เท่านั้น
แต่ที่มันตลกร้ายตรงไหนรู้ไหมครับ ดีไซเนอร์ยุคนี้ใช้ AI ทำรีเสิร์ชร่วมกับ AI ปลอมๆ เพื่อเอาข้อมูลไปส่งให้หัวหน้าในทีมที่ไม่เคยคิดจะสนใจมนุษย์จริงๆ เลยด้วยซ้ำ มันไม่ใช่แนวคิด Customer-Centric อีกต่อไปล้าว แต่มันคือวงจรอุบาทว์แห่งการหลอกตัวเองเพื่อหาทางปั๊มฟีเจอร์ออกไปให้ทันรอบการทำงานแบบ Agile แต่เนื้อแท้คือสั่งงานแบบ Waterfall เท่านั้นเอง เราเอาแต่นั่งมองอยู่ข้างสนามในขณะที่สายงานของเราถูกเปลี่ยนโฉมโดยคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ยึดถือกันมานานว่ามีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ให้กลายเป็นแค่ "แบบฝึกหัดการออกแบบด้านความงามที่ถูกสั่งการจากบนลงล่าง" หรือจะให้พูดง่ายๆ ก็คือ กลายเป็นแค่คนทำงานกราฟิกดีไซน์ที่ห่อหุ้มด้วยชื่อตำแหน่งหรูหราเท่านั้นเอง บ้าบอคอแตกสิ้นดี!
The Screen Designer killed the UX
มาพูดความจริงกันอย่างตรงไปตรงมาอย่างไร้ความปรานีกันเถอะครับ ณ จุดใดจุดหนึ่งของการเดินทางในสายงานออกแบบดิจิทัลตลอดหลายปีที่ผ่าน (ไม่ใช่แค่ตัวผมนะครับ) ชื่อตำแหน่ง UX/UI Designer เนี่ยะได้กลายเป็น "ชื่อยอดฮิตตามแฟชั่น" ไปเท่านั้นเอง ที่เหล่า Visual Designer, Graphic Designer, UI Designer ทุกคนพร้อมใจกันแปะหราไว้บนโปรไฟล์ LinkedIn ของตัวเอง เหตุผลเพราะมันขายได้ เหตุผลเพราะเรายังไม่เข้าใจว่าจริงๆ มันคืออะไร เหตุผลเพราะตลาดแรงงานต้องการ และเหตุผลเพราะเรายอมปล่อยผ่าน แค่ใช้ Photoshop เป็น งั้นก็เรียกตัวเองว่า UX/UI Designer ไปเลยละกัน ผลลัพธ์มันเลยทำให้นิยามของสิ่งที่ UX เป็นจริงๆ ถูกทำให้เจือจางจนแทบไม่เหลือชิ้นดี สิ่งเหล่านี้คือต้นตอหนึ่งของปัญหา UX is Dead ในทุกวันนี้ และนังพะยูนที่ฆ่า UX ก็คือพวกเรานี่แหละครับ ที่เราดันปล่อยให้นักออกแบบสายภาพเข้ามานิยามคำนี้ใหม่เอง เลยทำให้ตลาดเข้าใจผิดพลาดอย่างรุนแรงเกี่ยวกับแก่นแท้เชิงลึกของ UX ไปซะอีก
คล้ายกันกับในบทความ Why Everyone's Wrong About UX Design "Dying" (And What's Really Happening) ที่เขียนโดย Lennart Nacke และ Reza H. Mogavi บอกเลยว่า
"UX was never about making things look pretty. It was never about choosing the right shade of blue or perfecting button animations. Yet that’s exactly what it became in the minds of hiring managers, bootcamp graduates, and even some self-proclaimed “UX designers.” I would go as far as saying they are the reason for the big UX layoffs in the last years."
(เอาเข้าจริง UX ไม่เคยเกี่ยวกับการทำให้สิ่งต่างๆ ออกมาดูสวยงาม ไม่เคยเกี่ยวกับการเลือกเฉดสีน้ำเงินที่ถูกต้อง หรือการทำแอนิเมชันปุ่มกดให้เนี้ยบกริบ ทว่านั่นกลับเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวของพวก Hiring Managers เด็กจบใหม่บูทแคมป์ หรือแม้กระทั่งคนที่เรียกตัวเองว่า UX Designer บางคนเสียด้วยซ้ำ ผมกล้าพูดเลยว่าคนกลุ่มนี้แหละคือสาเหตุเบื้องหลังการเลย์ออฟครั้งใหญ่ในสายงาน UX ตลอดปีที่ผ่านมา)
แถมในบทความยังใช้คำแรงเลยว่า
"I’ll say something controversial: I want all the visual designers to stop calling themselves UX’ers. It’s not your tree. Stop barking up on it."
(ผมอยากให้นักออกแบบสายภาพทุกคนเลิกเรียกตัวเองว่า UX'ers ได้แล้ว มันไม่ใช่ต้นไม้ของคุณ หยุดเห่าผิดต้นได้แล้วครับ)
ผมอาจจะก้ำกึ่งกับความคิดเห็นนี้ มีทั้งเห็นด้วยและเห็นแย้ง แต่ก่อนอื่นต้องอ้างคำพูดของ Alissa Lee (Senior UX Designer at Indeed) ก่อนว่า
"First things first, let’s get this right: UX is a practice — NOT a job title"
(ก่อนอื่นเลย เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า UX คือกระบวนการปฏิบัติ ไม่ใช่ตำแหน่งงาน)
หากมองภาพกว้าง UX มันเปรียบเสมือนร่มอันใหญ่ที่รวบรวมหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้าด้วยกัน ทั้ง Interaction Design, Visual Design, Design Research หรือแม้แต่ Front End Development ซึ่งแต่ละสายล้วนเก่งกาจและมีบทบาทสำคัญเท่าๆ กันในการรังสรรค์ประสบการณ์ผู้ใช้ให้ออกมาดีที่สุด Alissa Lee บอกว่า “เพื่อที่จะเข้าใจว่าแต่ละวิชาชีพประกอบด้วยอะไรบ้าง คุณต้องมีพื้นฐานความเข้าใจในเรื่อง UX เสียก่อน แล้วจึงค่อยดูว่าคุณต้องการเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านใดของ UX”
ย้อนกลับไป ถ้างานของคุณโฟกัสอยู่แค่เรื่องของ Visual hierarchy การเลือกสี การออกแบบ UI ให้เนี๊ยบกริ๊บ คุณคือ Visual Designer ครับ ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากๆ ในยุคปัจจุบัน จงภูมิใจและยืดอกรับในความเชี่ยวชาญที่แท้จริงของคุณ แทนที่จะเอาแต่แอบอยู่ข้างหลังชื่อตำแหน่งตามแฟชั่นพวกนั้น เลิกทำลายคุณค่าของตัวเองครับ เราทุกคนมีคุณค่าในตัวเองไม่ต่างกัน เมื่อทุกคนต่างเคลมว่าตัวเองเป็น UX Designer ชื่อตำแหน่งนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อชื่อตำแหน่งไร้ความหมาย องค์กรต่างๆ ก็ไม่สามารถจัดสรรคนได้ตรงกับหน้างานประสบการณ์ผู้ใช้ที่ต้องทำจริงๆ บอกกันตามตรงเลยว่า สิ่งนี้ทำร้ายทุกคนครับ
The Business killed the UX
ในมุมมองของตลาด เขาอาจไม่ได้สนขนาดนั้นว่าคุณน้องจะทำตำแหน่งอะไร แต่สิ่งสำคัญคือพี่อยากได้ของแบบนี้ ไม่ว่าน้องจะอยู่ในตำแหน่งไหนแล้วทำของให้พี่ได้ พี่ก็โอเค นั่นเลยเป็นที่มาของ UX is Dead นังพะยูนคนที่สาม
เพราะนายจ้างจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทักษะ UX ที่ควรจะเป็นคืออะไร เพราะอย่างที่บอกครับ ชื่อตำแหน่งนี้ในตลาดแรงงานมันกลายเป็น "คำเหมาเข่ง" สำหรับแทบทุกอย่างที่เกี่ยวกับการดีไซน์ที่เห็นบนหน้าจอ ย้อนกลับไปในอดีตวงการเราเคยมีการแบ่งแยกประเภทที่ชัดเจน และให้เกียรติทักษะเฉพาะทางมากกว่านี้ครับ เรามี Graphic Designer, Web Designer, UI Designer หรือแม้แต่ Interaction Designer แต่กลับมามองตอนนี้ หลายบริษัทเหมาเอาบทบาททั้งหมดนั้นมารวมกันไว้ภายใต้ร่มอันเดียวกันที่เรียกว่า “UX Design” เมื่อก่อนถ้าเราถนัดหาคำตอบเป็นคนชอบคุย เราจะทำตำแหน่ง UX Researcher หรือถ้าเก่งเขียนคำ คิดคำ เพื่อประสบการณ์ผู้ใช้ เราจะทำตำแหน่ง UX Writer แต่ตอนนี้มันกลับกัน กลายเป็นถ้าเราทำตำแหน่ง “UX Design” เราก็ต้องรีเสิร์ชได้ด้วยสิ ต้องคิดคำออกมาได้ด้วย หรือเลวร้ายยิ่งกว่านั้น Stakeholder คิดแค่ว่าจ้างมาคนเดียวต้องเสกได้ตั้งแต่โลโก้ ยันไปถึงมาสคอต ยัน Branding และต้องออกแบบ Motion ได้ด้วยนะ มันเลยกลายเป็นการไม่เข้าใจขอบเขตที่แท้จริงของสายงานนี้เลยด้วยซ้ำ
แทนที่เราจะหันกลับไปที่ความตั้งใจแรกเริ่มของ UX แต่ตลาดก็กำลังผลิต "นักออกแบบสายภาพ" ที่กำลังจะโดน AI แย่งงานในอนาคตอยู่ดีนั่นแหละ แต่จะโทษพวกเราอย่างเดียวก็ไม่ได้ ในฝั่ง Business เองก็ซึมซับเอาทัศนคติขององค์กรยุคใหม่ในโลกทุนโคตรนิยมที่สนใจแต่ตัวเลข และทิ้งความเป็นคนไว้ข้างหลังเสียมาก จนทำให้สายงานเราต้องเผชิญกับอะไรเหล่านี้
เมื่อ Revenue-Centric ตบหน้า Customer-Centric ฉาดใหญ่ คำว่า "เอาลูกค้าเป็นศูนย์กลาง" ที่ผู้นำองค์กรชอบพูดกันจนคล่องปาก ตอนนี้มันถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักไปเรียบร้อย แล้วเปลี่ยนเป็น "เอากำไรระยะสั้นเป็นศูนย์กลาง" แทน องค์กรยุคนี้มันเลยแปลงร่างกลายเป็นโรงงานผลิตฟีเจอร์ (Feature Factories) ที่ขยันปั๊มฟีเจอร์ออกให้เร็ว ออกให้ไว (ถ้าทำได้ให้… แค่คำชม) ปล่อยของให้ถี่ตามรอบสปรินต์เพื่อเอาตัวเลขไปโชว์ในสไลด์ประชุมบอร์ดบริหาร ส่วนงานรีเสิร์ชระยะยาวน่ะเหรอ "ช้าไปครับพี่ ฝั่ง Biz อยากได้ฟีเจอร์นี้ไปทำยอดขายไตรมาสนี้เลย ออกแบบส่งๆ ไปก่อน เดี๋ยวค่อยมาแก้ทีหลัง" (ซึ่งสปอยล์เลยครับว่า... ไม่เคยได้กลับมาแก้หรอก) มันเลยค่อนข้างย้อนแย้งที่เราทำฟีเจอร์หรือแพลตฟอร์มเพื่อให้ผู้ใช้งาน และหวังทำกำไรจากเงินผู้ใช้งาน แต่ฝ่ายผลิตมักมองแค่ว่ามันจะทำเงินได้เท่าไหร่ แต่ไม่ได้มองเลยว่าผู้ใช้งานจะใช้จริงๆ ไหม หรือมันแก้ปัญหาเขาได้จริงรึเปล่า หวังแค่ระยะสั้นก็อาจพอถูไถไปได้ แต่ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้แล้วยั่งยืนเลยสักราย
มันเลยเกิด UX Frankenstein ประสบการณ์ตัดแปะที่องค์กรพยายามเซฟต้นทุนด้วยการตัดตำแหน่ง UX ออก แล้วหันไปพึ่งพาไอเดียจาก AI อย่างหน้ามืดตามัว สิ่งที่ตามมาทันทีคือประสบการณ์ตัดแปะที่ดูเหมือนจะมีฟีเจอร์โคตรฉลาด แต่ประสบการณ์การใช้งานภาพรวมโคตรจะไม่เวิร์คและรกไปหมด ประสบการณ์ถูกปะติดปะต่อแบบไร้ทิศทางเหมือนอสูรกายในไททันดัดแปลง ที่เอาชิ้นส่วนไฮเทคมาเย็บรวมกัน แต่พอใช้งานจริงผู้ใช้ก็พร้อมจะลบแอปใน 3 วิแรกเลยทีเดียว
และมันเป็นหลุมพรางที่เรามักจะขุดไว้ดักตัวเอง เป็นหลุมพรางความเข้าอกเข้าใจ ที่พวกเราชอบยกขึ้นหิ้งบูชา ตอนนี้มันกำลังกลายเป็นแค่ "คำที่มีไว้เพื่อโฆษณา" และตัวเลขลวงตาในสไลด์พาวเวอร์พอยต์ ดีไซเนอร์ใช้ AI ทำรีเสิร์ชดึงข้อมูลด่วนๆ สรุปกราฟสวยงาม แล้วส่งต่อให้ผู้บริหารที่ชีวิตนี้ไม่เคยลุกจากเก้าอี้ไปนั่งคุยหรือสัมผัสพฤติกรรมของมนุษย์จริงๆ เลยด้วยซ้ำ มันกลายเป็นลูปแห่งการหลอกตัวเองขนานใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกทุกข้อตามหลักทฤษฎี แต่น่าเบื่อและไร้วิญญาณจนไม่มีมนุษย์คนไหนอยากใช้งานจริงๆ
สุดท้ายคือวงจรอุบาทว์และความไร้จรรยาบรรณในการใช้ AI ที่นับวันความระทึกขวัญยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ AI พัฒนาได้เร็วและแรง ในออฟฟิศก็เริ่มต้องปรับตัวเพื่อหนีน้ำท่วมโลก เปลี่ยนโหมดเป็นความไร้จรรยาบรรณกันมากขึ้น หลายองค์กรเริ่มใช้ AI กันอย่างไม่สนสี่สนแปด ไม่สนเรื่องลิขสิทธิ์ ไม่สนความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้า ยัดข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ลงไปในโมเดลสาธารณะเพื่อขูดรีดเอาหน้าจอออกมาให้เร็วที่สุด ลอกแพทเทิร์นความสำเร็จของคนอื่นมาปั่นรวมกันแล้วสั่ง Deploy ทันที โดยไม่มีมนุษย์คอยกลั่นกรองจริยธรรมหรือความปลอดภัยเลยสักนิด
ท้ายที่สุด คนทำงานอย่างพวกเราต้องเปลี่ยน และปรับตัวตามความบ้าคลั่งนี้ตลอดเวลา วันนี้หัวหน้าบอกให้ทำแบบนี้ พรุ่งนี้เทรนด์ AI ตัวใหม่ออกมา หัวหน้าเดินมาบอกให้รื้อทำอีกแบบหนึ่ง วิ่งไล่ตามเทคโนโลยีกันจนหลังแอ่น จิตวิญญาณนักออกแบบแทบจะสลายกลายเป็นผง คำถามคือเมื่อไหร่จะจบ กับการที่เราจะต้องว่ายน้ำหนีเสือ ไปปะตัวเห้ ความรู้สึกมันเหมือนเรากำลังลอยคออยู่กลางมหาสมุทร ด้านหลังคือเสือ (ฝั่ง Biz ทุนนิยมที่คอยไล่บี้เอาฟีเจอร์) พอเราพยายามว่ายน้ำหนีสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอด ข้างหน้าดันเจอตัวเห้ (เทคโนโลยี AI ที่อัปเดตรายสัปดาห์พร้อมจะกลืนกินตำแหน่งงานเรา) เป็นลูปการเอาชีวิตรอดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด จนบางวันเราก็อยากจะปล่อยจอยแล้วจมน้ำตายไปให้รู้แล้วรู้รอด!
(การใช้ AI อย่างผิดฝาผิดตัว หรือสำรวจไปอย่างสุกเอาเผากิน ฉันทำวิธีนี้แล้วรอด ไม่รู้หรอกว่ามันถูกหรือผิด หรือไปกระทบใครบ้าง แต่ ‘กูรอด’ และอยู่ได้ ใครจะเดือดร้อนก็ช่าง ก็ดูจะไม่ใช่วิถีทางของคนถือศีลกินเจเท่าไหร่ เห็นแต่จะเป็นวิธีการของคนที่ส่องกระจกหรือคูน้ำก็เห็นแต่ตัวเอง ไม่มีคนอื่นอยู่เลย และวิธีการที่เรารอดฝ่ายเดียว คนอื่นที่ไม่รอดก็ช่างมัน เพราะคนพวกนั้นมันไม่มีการพัฒนาก็อยู่ไม่ได้หรอก ใช่หรอพี่ เพราะสมัยก่อนเราก็ใช้ควายไถนาได้ข้าวมา แต่พอมีรถไถคันโต ก็เคี่ยนควาย หาว่าไม่พัฒนา อนาคตถ้ามีอะไรมาแทนรถไถ พี่เขาก็คงจะหาว่ารถไถไม่มีการพัฒนาตัวเอง และขายออกเป็นเศษเหล็กแน่ๆ)
. . .
The We killed the UX.
และถ้าเรายังปล่อยให้ความคลุมเครือแบบนี้ดำเนินต่อไป ระบบการทำงานไร้จรรยาบรรณแบบนี้ หรือลูปนรกที่ไม่รู้จักจบจักสิ้นแบบนี้ โดยที่เรานักออกแบบไม่ยอมลุกขึ้นมาพิสูจน์ให้เห็นว่า เรามีประโยชน์กับเรื่องอื่นนอกจากกระบวนการลากเส้นต่อจุดเดิมๆ นะ หรือสมองของมนุษย์มีประโยชน์กับเรื่องอื่นนอกเหนือจากกระบวนการผลิตหน้าจอนะ ตัวตนของเราเองนี่แหละครับที่จะอันตรธานหายไปจากสมการขององค์กรอย่างถาวร และเราเองนี่แหละครับที่จะเป็นนังพะยูนที่มาฆ่า UX Designer นั้นแหละ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่างาน UX ทั้งหมดจะหายไป แต่บทบาทที่พึ่งพางานภาพ และการนั่งแต่งพิกเซลมากเกินไปต่างหากที่จะเป็นกลุ่มแรกที่ถูกดิสรัปต์ ในแง่หนึ่ง คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นตอนที่งานออกแบบเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสิ่งพิมพ์ดิจิทัล นักออกแบบที่ไม่สามารถ หรือไม่ยอมปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ต้องดิ้นรนอย่างยากลำบาก เช่นเดียวกัน
The UX.
แก่นแท้ของ UX คือ กระบวนการคิดครับ มันคือการคิดเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่พิกเซลบนหน้าจอ มันต้องไปเข้าใจปัญหาผู้ใช้จริงๆ นะ ถึงจะรู้ว่าปัญหาคืออะไร และจะได้แก้ปัญหาให้ถูก ทั้งการทำวิจัย การวางแผน และการประสานความต้องการของ Stakeholder เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างธุรกิจกับผู้ใช้ งานประเภทนี้แหละที่ยากมากที่จะเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติ เพราะ AI มันไม่มีวันเข้าใจการเมืองในออฟฟิศ บริบทวัฒนธรรม หรือความละเอียดอ่อนในจิตใจของมนุษย์ ที่บางวันพี่ก็ดีแสนดี บางวันพี่ก็ร้ายแสนร้าย
นี่คือเส้นแบ่งที่ชัดเจนที่สุดในยุค 2026 ครับ:
สิ่งที่ AI ทำได้ดี (Execution - การลงมือทำ): มันสามารถสร้างเลย์เอาต์ เสนอไอเดีย และสร้าง Flow ได้อย่างรวดเร็ว หรืองานที่ต้องทำซ้ำๆ แก้นู่นแก้นี่เล็กๆ งานถึกๆ ซ้ำซากจำเจพวกนี้ ปล่อยมันทำไปเถอะครับ
สิ่งที่ AI ยังแทนที่ไม่ได้ (Thinking - การคิดเชิงกลยุทธ์): AI มันขาดความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องจิตวิญญาณ และจิตวิทยาของมนุษย์ มันไม่เข้าใจกลยุทธ์ทางธุรกิจ การวางตำแหน่งทางการตลาด และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ผลกำไร
เพราะฉะนั้นความเสี่ยงที่แท้จริงในตอนนี้ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์หรอกครับ แต่คือการที่เรายอมเป็นแค่คนระดับเฉลี่ยทั่วไป ถ้าทักษะชีวิตของคุณมีแค่งานประกอบร่างหน้าจอ UI ยินดีด้วยครับคุณกำลังยืนอยู่บนปากเหว แต่ถ้าคุณมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหา การคิดเชิงธุรกิจ และการวางกลยุทธ์ UX คุณจะเห็นว่าหน้าจอกราฟิกแบบเดิมๆ มันกำลังจะตาย เพื่อเปิดทางไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า
นี่คือเหตุผลที่โลกใบนี้ยังคงมีความต้องการของมนุษย์ที่ต้องอยู่หลังจออย่างแท้จริงครับ เราต้องการใครสักคนที่นำความสามารถในการแยกแยะ ความเห็นอกเห็นใจ และความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการควบคุมทิศทางภาพรวม หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ ทุกอย่างจะเสี่ยงต่อการกลายเป็นเนื้อเดียวกันหมด ผลิตภัณฑ์ทุกตัวบนโลกจะเริ่มหน้าตาเหมือนกัน รู้สึกจืดชืดเหมือนกันหมด เพราะ AI มันไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์ มันทำได้เพียง "ทำซ้ำและเลียนแบบ" ไอเดียที่เคยชนะในอดีตมันไม่พอละครับ แถม AI มันยังรีไซเคิลพวกอคติ และสมมติฐานทางวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวในอดีตกลับมาฉายซ้ำอีกด้วย
ในเมื่อสิ่งที่เรียกว่า UX ในภาพจำเดิมๆ มันตายสนิทไปแล้ว และ AI ได้เข้ามาแทนที่การลงมือทำเรียบร้อย สิ่งที่เหลืออยู่คือ กระบวนการคิด (Thinking) ซึ่งเป็นสมรภูมิสุดท้ายของมนุษย์ดิจิทัลอย่างเราๆ นี่แหละครับ
เราน่าจะเลิกทะเลาะกันเรื่องชื่อตำแหน่งบน LinkedIn หรือบริษัทไหนมี ไม่มี บริษัทไหนให้ใครทำอะไร (ไม่รู้ว่าจะมีดราม่าไหม) เพราะไม่ว่าเราจะเรียกตัวเองว่า Product Designer, Content Designer หรือ User Researcher แม้แต่ Visual Designer พื้นฐานวิธีคิดของเรามันควรจะเป็นสิ่งเดียวกันคือ “การสร้างสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น” เปลี่ยนเวลาที่ประหยัดได้จาก AI ที่บอกว่างานว่างแบบเหลือๆ ไปลงทุนกับการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ให้มากขึ้น โยนงานซ้ำซากจำเจให้น้อง AI มันทำ และเราก็เอาเวลาที่มีค่าของเราไปใส่ใจผู้ใช้งานจริงๆ เอาเวลาไปมองหา Intent ผู้ใช้งานจริงๆ เอาเวลาไปนั่งคิดว่าเมื่อไหร่คือเวลาที่เหมาะสมที่จะ "หันกลับมาใช้สมองของมนุษย์คิดเองทำเองแบบแมนนวล" จะได้ไม่โง่เป็นควายที่เขาใช้งานเสร็จก็ผลักไสทิ้งไป
ย้อนกลับไปที่ คำพูดของคุณ Carl Rivera ที่บอกว่า UX หากมองเป็ยวิทยาศาสตร์ มันเป็นสูตรสำเร็จที่ AI ทำแทนได้ เราต้องเปลี่ยนผ่านจากการคิดเรื่องความง่ายในการใช้งาน (Usability) ไปสู่การสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ "น่าจดจำและไม่มีวันลืม" โดยควรจะมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบทางอารมณ์ (Emotional impact) สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) และมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างหาก ที่จะเป็นสิ่งการันตีความอยู่รอด ที่ AI ก็มาแทนที่เราไม่ได้
ฉะนั้นแล้วไม่ต้องนั่งไว้อาลัยให้กับตำแหน่ง UX Designer แบบเก่าๆ ที่ตายไปหรอกครับ เพราะถ้าเรายังไม่ยอมก้าวข้ามหน้าจอ หรือหน้ากระดาน Figma เพื่อขยับขึ้นไปทำงานเชิงกลยุทธ์ และจิตวิทยา (ย้ำรอบที่ร้อย) หรือถ้าเรายังมองว่า งานของเราก็ทำแค่หน้าจอพอ ไม่ได้หยิบจับเอาสิ่งที่ UX ควรจะทำจริงๆ มาใช้ ก็ตัวคุณเองนั่นแหละที่จะถูกฝังไปพร้อมกับระบบเก่าๆ
ผมจะย้ำอยู่เสมอว่า AI อาจจะสนับสนุนงานดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมและรวดเร็วได้ แต่ยังคงเป็นความอยากรู้อยากเห็น การตั้งถามท้าทาย และสัญชาตญาณความเห็นอกเห็นใจของเราเองต่างหากที่เป็นเชื้อเพลิงคอยเติมไฟให้กับมัน (หรือคน Prompt คนสั่งการมันด้วยซ้ำ) ซึ่งมันเป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้สายงานนี้น่าตื่นเต้นตั้งแต่แรกเริ่มครับ
ถ้าเรายังเป็นหนึ่งในคนทำงานที่กำลังหมดไฟ (เหมือนผม) แต่อีกใจหนึ่งก็ยังไม่หยุดตั้งคำถามในห้องประชุมเพื่อปกป้องผู้ใช้งาน เราต้องลุกขึ้นมาปัดฝุ่นออกจากบ่า แล้วเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นเครื่องมือขยายคุณค่าสมองของเราซะ ใช้วิญญาณ UX ที่เหลือรอดอยู่เพื่อเอาชนะ โลกยุคนี้ไม่ได้ต้องการคนวาดปุ่มให้เสร็จไวๆ แต่โลกต้องการคนที่เข้าใจบริบท และกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาให้มนุษย์อย่างแท้จริง
. . .
สุดท้ายแล้ว ในบทความ Designers, we should be killing it right now ของคุณ Nicole Alexandra Michaelis (Design Director and Head of Content Design at Pleo) ที่ผมชอบมากๆ เลย เธอบอกว่า
"Designers should be thriving in the age of AI."
(นักออกแบบควรจะประสบความสำเร็จในยุคของปัญญาประดิษฐ์)
นักออกแบบควรจะประสบความสำเร็จในยุคของ AI ด้วยเพราะเหตุผล 2 ข้อนี้ คือ นักออกแบบมีสัญชาตญาณในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยู่แล้ว เราถูกฝึกมาเพื่อให้มองเห็นและยอมรับความเปลี่ยนแปร จัดการกับการปรับตัว และหาทางแก้ไขความยุ่งยาก (Friction) และเรากำลังก้าวไปสู่คำนิยามใหม่ของ "ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล" อย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะหลุดพ้นจากกรอบของอินเตอร์เฟส และมุ่งหน้าสู่ "เคสการใช้งานที่ลื่นไหล" (Fluid use cases) ที่เราเพิ่งจะเริ่มจินตนาการถึงในตอนนี้ และการจะทำให้สิ่งนี้เข้าถึงง่ายและมีคุณค่าสำหรับทุกคน เราจำเป็นต้องมีนักออกแบบในทุกระดับชั้น แน่นอนอยู่แล้ว
นี่จึงอาจจะเป็นทางรอดของยุค UX Apocalypse ใหม่ที่ว่านี้ก็ได้ แล้วคุณล่ะคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ
บทความหน้า ผมจะมาเจาะลงกับความอยู่รอด UX ที่ยังไม่ตาย คนที่ตายคือคนที่ใช้ AI ไม่เป็น และไม่มีจริยธรรม หรือไม่มีหัวคิดต่างหาก ตอนแรกนึกว่าพอหมดยุค 2019 ไปแล้วไวรัสจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่พอมาปีนี้ เห็นได้ชัดเลยว่า AI มันแพร่เชื้อไวรัสความโง่ไปจากคนสู่คนได้เร็วกว่าโควิดอีก พบกันในบทความหน้า “UX Still Alive. Long Live UX” ครับ
Presented by s.up dnscool —’space’ to growth ‘up’
Crafting Skills. Designing Destiny.
The Pub for Life-Vibe-Skill.