UX Still Alive. Long Live UX

ยุครุ่งเรืองของ UX ในที่สุดเราก็จะพ้นคำสาปที่ต้องเป็นแค่คนทำภาพสวยเสียที

UX Apocalypse

Director's Cut

16 min

Dew Punnaruth

Summary

เมื่อ AI เสกหน้าจอได้ใน 3 วินาที อาชีพ UX Designer กำลังจะตายจริงหรือ ค้นพบคำตอบว่าทำไมศัตรูตัวจริงของ Digital Product ยุคนี้ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ แต่คือ "ไวรัสความมักง่าย" ที่ทำให้แอปพลิเคชันในตลาดหน้าตาโหลและไร้วิญญาณ บทความนี้จะพาคุณไปกะเทาะเปลือกความฉาบฉวย ลอกคราบภาพจำของคนวาดหน้าจอ และเจาะลึก "วัคซีน 3 เข็ม" ที่จะเปลี่ยนนักออกแบบให้เป็น The Experience Filter ผู้กุมอำนาจในยุค UX Apocalypse

Key Takeaways

  • ศัตรูตัวจริงคือความมักง่าย: AI ไม่ได้แย่งงาน แต่การที่บริษัทต่างๆ ก๊อปปี้แพทเทิร์นและใช้ AI แบบหน้ามืดตามัวต่างหากที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ทื่อและไร้วิญญาณ

  • โอกาสทองของ UX ตัวจริง: นักออกแบบต้องเปลี่ยนบทบาทจากคนจัดวางองค์ประกอบภาพ เป็นผู้คัดกรองคุณค่าที่แท้จริงออกจากกองขยะดิจิทัลที่ AI พ่นออกมา

  • UX ไม่ใช่แค่พิกเซลบนจอ: แก่นแท้ของการออกแบบประสบการณ์คือ "กระบวนการคิด" การทำวิจัย การเข้าใจผู้ใช้ และการแก้ปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล

  • AI ขาดความเข้าใจใน "บริบท": ปัญญาประดิษฐ์ประมวลผลจากอดีต แต่มันไม่เข้าใจความละเอียดอ่อน ความย้อนแย้ง และบริบททางอารมณ์ของมนุษย์

  • จุดสมดุลของทีมโปรดักต์ (The Balancing Act): งานจะออกมาดีเมื่อ PM (ถือเป้าธุรกิจ), Designer (ถือหัวใจผู้ใช้) และ Engineer (ถือความจำกัดทางเทคนิค) เคารพและกล้าแย้งกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของงาน

  • การขายงานผู้บริหาร (3 คลื่นความถี่): ต้องสื่อสารให้ตอบโจทย์เรื่อง Connection (แก้ปัญหารายได้/ธุรกิจ), Authority (ความรู้จริงจากหน้างาน), และ Vision (ทิศทางในอนาคต)

  • วัคซีน 3 เข็มต้านไวรัสความมักง่าย: องค์กรต้องให้ความรู้เรื่องข้อจำกัด AI (Education), วางหลักเกณฑ์ว่าเมื่อไหร่ควรใช้หรือควรใช้สมองมนุษย์ (Integration), และนำเวลาที่ประหยัดได้ไปโฟกัสที่การทำวิจัยและสร้างนวัตกรรม (Balance)

  • Design Mindset คืออาวุธลับ: การมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โอบรับความคลุมเครือ กล้าทิ้งไอเดียที่ล้มเหลว มองโลกในแง่ดี และการตั้งคำถามว่า "ทำไม" คือสิ่งที่ AI เลียนแบบไม่ได้

  • UX is Immortal: ตำแหน่งคนลากปุ่มหรือจัดสีอาจจะตายไปแล้ว แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ UX จะวิวัฒนาการและคงอยู่ตลอดไป

เมื่อบทความที่แล้ว ผมเขียนถึงฆาตกรที่ไล่ฆ่า UX Designer อย่างเราๆ หนึ่งในตัวปัญหาที่หลายสายตามองไป ก็คือการมาของ AI แต่ท้ายบทความ ผมเกริ่นถึงคำพูดหนึ่งไว้ว่า “เห้ย จริงๆ แล้วการมาของ AI มันควรจะเป็นยุคทองที่นักออกแบบควรจะประสบความสำเร็จสิ” จริงรึเปล่า เรามาดูกันครับ

ในทัศนะของผมเอง (ไม่แบ่งใคร) ผมมองว่าศัตรูตัวจริงที่กำลังฆ่า Digital Product ของพวกเรา ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดล้ำโลกแม้แต่น้อย แต่จริงๆ มันคือไวรัสความโง่ที่กัดกินสมองเรา ที่กำลังระบาดในโลกยุคตื่น AI ขออภัยครับ อาจจะฟังดูแรงไปหน่อย แต่ไม่แน่ใจว่าจะเขียนยังไงให้ออกมาซอฟต์กว่านี้ละครับ

ทุกวันนี้ หลายบริษัทกำลังติดกับดักความมักจะง่าย คืออยากจะทำอะไรก็จะต้องเอาง่ายไว้ก่อน ยิ่งพอมี AI เข้ามาช่วย ยิ่งมักจะง่ายไปกันใหญ่ แค่พร้อมท์อะไรสักนิด กดปุ่มสั่งให้ AI สร้างหน้าจอ เสกสรรค์ฟีเจอร์สำเร็จรูป แล้วก็ก๊อปปี้แพทเทิร์นกันไปมา ในยุคตื่น AI ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ ตาก็จะวาวเป็นประกายถึงขั้นมอบหมายให้มันเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจ ในการสรรค์สร้างโปรดักต์อะไรสักตัวออกมา แล้วก็ประกาศปาวๆ ว่า นี่เมื่อก่อนจะสร้างอะไรสักชิ้น ต้องใช้ Designer สองคน ใช้ Dev อีกสามคน ใช้ DevOps อีกสักคน กว่าจะได้โปรดักต์สักตัวออกมา แต่พอมี AI แค่ใช้สมองและสองมือของลุง ก็ได้โปรดักต์ออกมาแล้ว คำถามคือ ลุงพอใจกับมันใช่ไหมครับ ถ้าพอใจก็ยินดีด้วยครับ

สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ลองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูแอปพลิเคชันคู่แข่งในตลาดสิครับ หน้าตาเหมือนกันเด๊ะ ฟังก์ชันลอกกันมาเป๊ะๆ และที่ขำขื่นก็คือ มันแทบจะไม่ต่างกันเลย ถามว่ามันทำงานได้ไหม ก็ได้แหละครับ แต่ถ้าถามว่าอยากใช้งานไหม หรือมีอะไรน่าจดจำไหม ก็น่าจะอีกเรื่อง

เพราะอะไรนะหรอครับ ก็เพราะ AI มันเรียนรู้และรีไซเคิลข้อมูลมาแบบดาษดื่นทั่วไป และเป็นข้อมูลในอดีตด้วยนะครับ ทั้งๆ ที่เรากำลังจะสร้างเครื่องมือของอนาคต แต่บางครั้งเรากลับใช้สมมติฐานที่หมดอายุไปแล้วด้วยซ้ำ

ยิ่งองค์กรพยายามลดต้นทุนด้วยการใช้เทคโนโลยีแบบไร้สมองมากเท่าไหร่ ผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยออกมาก็ยิ่งทื่อและไร้วิญญาณมากขึ้นเท่านั้น และรู้อะไรไหมครับ นี่แหละครับพี่น้อง คือ "โอกาสทอง" ของพวกเราที่จะรอดตายจากสมรภูมิผีห่าซาตานในยุค UX Apocalypse นี้แหละ

เพราะ AI (ยุคนี้) มันเหมือนเด็กมัธยมที่ก๊อปปี้อะไรบางอย่างจากวิกิพีเดียมาส่งอาจารย์ได้เร็วมาก แต่ UX Designer อย่างเราๆ ต้องแปลงสถานะตัวเองเป็น "อาจารย์มหาวิทยาลัย" ที่คอยตรวจว่ารายงานหน้าตาสวยงามนั้นนะ ข้างในมันกลวงโบ๋หรือเปล่า


การเอาตัวรอด

ในวินาทีที่ระบบสามารถพ่นตัวเลือกหน้าจอออกมาให้เราดูได้ 100 แบบภายในสามวินาที หน้าที่ของคนที่เรียกตัวเองว่า “นักออกแบบ” จะไม่ใช่การนั่งจิ้มว่าแบบไหนสีสวยที่สุด หรือแบบไหนจัดวางองค์ประกอบได้ตรงที่สุด แต่หน้าที่ที่แท้จริงของเราคือการเป็น The Experience Filter เราคือคนเดียวในห้องประชุมที่ต้องใช้จิตวิทยา ความเข้าใจถึงก้นบึ้งของพฤติกรรมมนุษย์ และเป้าหมายทางธุรกิจ มาชี้เป้าให้ได้ว่า ไอ้หน้าจอแบบที่ 101 ที่มันแตกต่าง ที่มันไม่ได้อยู่ในอัลกอริทึม และที่มันมีหัวใจของความเป็นมนุษย์ซ่อนอยู่ต่างหาก คือสิ่งเดียวที่จะทำให้บริษัทชนะตลาดนี้ได้ นี่แหละครับทางรอดท่ามกลางทะเลของความมักง่าย และ Product ที่ถูกผลิตซ้ำจนเฝือ คนที่สามารถคัดกรอง "คุณค่าที่แท้จริง" ออกมาจากกองขยะดิจิทัลได้ จะเป็นคนที่กุมอำนาจในโลกยุคต่อไปครับ

แล้วคำถามคือ แล้วทำไมเราถึงจะไม่ทำหน้าที่นั้นล่ะ?

ในเมื่อเรายอมรับกันแล้วว่างานวาดหน้าจอกำลังจะถูกเครื่องจักรกลืนกิน ผมกลับมองว่านี่แหละคือยุคที่การทำงานออกแบบประสบการณ์ที่แท้จริง มันทรงพลังยิ่งกว่ายุคไหนๆ เพราะในที่สุดแล้ว เราก็ "หลุดพ้นจากคำสาปที่ต้องเป็นทุกอย่างให้ทุกคน" เสียที! (อาจจะมั้งนะครับ)


"Designers who don't understand business will be replaced by business people who don't understand design"
("นักออกแบบที่ไม่เข้าใจธุรกิจจะถูกแทนที่ด้วยนักธุรกิจที่ไม่เข้าใจการออกแบบ")

— Dave Malouf, UX Strategist & Co-founder of IxDA


. . .


ย้อนกลับไปบทความที่แล้ว ที่ผมเขียนประมาณว่า นายจ้างจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทักษะ UX คืออะไร เอาเข้าจริง ส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของพวกเราเองนั่นแหละครับ ที่ยอมโอนอ่อนและปล่อยให้คุณค่าของวงการนี้มัน "เจือจาง" ลง จนถูกตีกรอบเหลือแค่การเป็นคนทำภาพสวยๆ บนหน้าจอ

ถ้าเราลองลอกคราบความฉาบฉวยของเทรนด์กราฟิกออกไป แก่นแท้ของ UX แท้จริงมันคือ “กระบวนการคิด” ครับ ไม่ใช่พิกเซลบนหน้าจอเสียด้วยซ้ำ


โฉมหน้าของ UX ตัวจริง

แต่ดั้งเดิมนั้น งานเรามันค่อนหนักไปทางเบื้องหลังเสียเยอะ ทั้งการลงไปคลุกฝุ่นทำความเข้าใจผู้ใช้ การหาปัญหาที่แท้จริง และแก้ปัญหานั้นอย่างสร้างสรรค์และชาญฉลาด หรือแม้แต่การวางกลยุทธ์ของประสบการณ์ การทดสอบสมมติฐานที่เราคิดขึ้นมา การทดสอบการใช้งานต่างๆ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ที่เราทำ มันอาจจะดูไม่เซ็กซี่เท่าไหร่ แถมยังใช้พลังงาน และความพยายามมากกว่าการมานั่งจับคู่สีเสียอีก

เอาจริง ผมรู้จัก Digital Designer ระดับเทพหลายคนที่ไม่เคยแตะงานภาพเลยด้วยซ้ำ แต่เขาโฟกัสไปที่ตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล และ Flow การใช้งานล้วนๆ หรืออย่างปรมาจารย์ของผม ก่อนจะลงงาน Design ยังต้องเค้นความคิด สัมภาษณ์คน หาปัญหา คิด Solution กันเป็นเดือนๆ ถึงจะมาจับ Figma และงานประเภทนี้แหละครับที่ "ปัญญาประดิษฐ์มันอ่อนและแทนที่เราได้ยากที่สุด" เพราะมันต้องใช้การตีความพฤติกรรมอันแสนย้อนแย้งของมนุษย์ และการประสานรอยร้าว ความเข้าใจกับ Stakeholder ที่พร้อมจะเปลี่ยนใจทุก 5 นาที ซึ่ง AI ไม่มีวันทำได้

งานของเราคือกิจกรรมการแก้ปัญหาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (ที่ในบริษัทชอบพูดกันนั้นแหละครับ User Centric Design แต่ไม่มีใครทำมันได้เลยจริงๆ) การขับเคลื่อนด้วยการวิจัย และการทดสอบสมมติฐานอย่างบ้าคลั่งเลือดสาด มันคือเรื่องของการสร้าง "ผลกระทบต่อชีวิตผู้คน" ไม่ใช่การมานั่งอวดว่างานฝีมือนี้สวยแค่ไหน อย่างที่เราๆ หลงทางและพยายามทำให้คนอื่นเชื่อมาตลอดหลายปี


ซึ่งถ้าถามผม ผมอาจหาญประกาศได้อย่างเต็มปากเลยว่า UX is Immortal — UX มันเป็นอมตะครับ หากว่าเรามองมันไม่ใช่แค่ชื่อตำแหน่งเริ่ดหรู หรือชื่อตำแหน่งตามกระแสแฟชั่นเท่านั้น แต่มันคือ หลักการพื้นฐานของการที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่มนุษย์อีกคนสร้างขึ้นมา และตราบใดที่เรายังคงมีความเป็นมนุษย์ UX จะไม่มีวันสูญสลายไปไหน

เพราะ "ประสบการณ์" มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาครับ ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ตาม ทุกครั้งที่มีคนหยิบ Product ขึ้นมา หรือพยายามจะกดซื้อของในเว็บ หรือแม้แต่การที่ไม่มีนิ้วไปสัมผัส Product อะไรสักนิด แค่ใช้เสียงสั่งงาน นั่นคือผู้ใช้กำลังทำให้เกิดประสบการณ์แล้วทั้งสิ้น คำถามเดียวที่มีคือ ประสบการณ์นั้นมันเกิดขึ้นจาก "ความตั้งใจ" (Intentional) หรือเป็นแค่ "อุบัติเหตุ" (Accidental) ที่เราไม่ได้ตั้งใจสร้าง และหน้าที่ของเราในฐานะนักออกแบบ คือการเอาข้อมูลเหล่านั้นมาปั้นให้มันเกิดเป็นความตั้งใจไงครับ

เราสามารถเดินไปไล่นักออกแบบในซิลิคอนแวลลีย์ออกให้หมดเกาะได้แหละครับ หรือพี่จะแทนที่แผนกดีไซน์ทั้งชั้นด้วยปัญญาประดิษฐ์ก็ได้เลยครับ (ถ้าเรามองงานออกแบบเป็นแค่งานของความสวยงามที่ทำให้ Product มันเสร็จๆ ไป เป้าหมายไม่ใช่ความสำเร็จใดๆ) แต่เชื่อผมเถอะครับ เมื่อผู้ใช้งานได้ "ใช้งาน" ผลิตภัณฑ์ของเราจริงๆ พวกเขาก็ยังคงต้องหัวเสีย และดิ้นรนกับ Interface ที่หน้าตาเหมือนจะฉลาดนะ แต่ดันไม่เข้าใจความต้องการของเขาเอาซะเลย ประสบการณ์นั้นอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองครับ โดยไม่สนหรอกว่าจะมีใครกำลังนั่งออกแบบมันอยู่หรือไม่


"Design is not just what it looks like and feels like. Design is how it works."
("การออกแบบไม่ใช่แค่หน้าตาหรือความรู้สึก แต่มันคือวิธีที่สิ่งนั้นทำงาน")

— Steve Jobs, ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple


. . .


ทำไมคอมพิวเตอร์ยังต้องการ "มนุษย์" อยู่เบื้องหลัง

พวกเราใช้เวลาถึง 40 ปีในการเรียนรู้วิธีคุยกับคอมพิวเตอร์ผ่านหน้าจอกราฟิก (GUI) และเป็นเวลานานนับทศวรรษที่เราถูกครอบงำด้วยแนวคิดแบบ "แอปพลิเคชันเป็นศูนย์กลาง" (App-Centric) อยากทำอะไรก็ต้องหาแอป โหลดแอป เรียนรู้วิธีกดปุ่มของมัน ในยุคนั้น "หน้าตา UI คือตัวผลิตภัณฑ์" แล้วถ้าเราลองตั้งคำถามว่า "จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า UI ที่เราวาดกันจนมือหงิก จริงๆ แล้วมันคือ ตัวขัดขวางระหว่างผู้ใช้งานกับเป้าหมายของเขา"

งงกันเป็นไก่ตาแตก

ลองหลับตานึก แล้วจินตนาการถึง Generative UI ที่เรามักจะได้ Interface ที่ดูสวย แต่ไม่มีอะไรเลยดูครับ ถ้าความตั้งใจ (Intent) ของผมคือการวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายไตรมาส 3 ทำไมผมถึงต้องกดเข้าไปในโปรแกรมสักอันหนึ่ง กดปุ่มประมาณสิบครั้งเพื่อวางระบบวิเคราะห์ข้อมูล และต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้โปรแกรมนั้นๆ ด้วย เป็นอะไรที่โคตรจะซับซ้อน แต่มายุคปัจจุบัน เราสั่งงานให้ Agent AI วิ่งเข้าไปดึงข้อมูลมาวิเคราะห์ เสกกราฟง่ายๆ ขึ้นมาได้เลย เมื่อความตั้งใจที่ผมอยากได้มันง่ายโดยไม่ต้องคลิก คำถามคือ Interface ยังจำเป็นอยู่ไหม เพราะเราดันมีสิ่งที่เรียกว่า ปฏิสัมพันธ์แบบเอเจนต์ (Agentic Interaction)


"เอเจนต์อัตโนมัติจะเข้ามาทำงานแทนผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ผู้ใช้อาจเลิกปฏิสัมพันธ์กับอินเตอร์เฟสโดยตรง และหันไปพึ่งพาเอเจนต์ในการค้นหา ตัดสินใจ และทำงานต่างๆ แทน"

— Jakob Nielsen, ปรมาจารย์ด้าน User Experience

(เดี๋ยวบทความหน้าจะมาเล่าให้ฟัง)


. . .


แต่ถึงอย่างงั้นก็ตามนะครับ ใช่ว่าเราจะเลิกวางมือ แขวน Figma และใช้ AI แทนที่อย่างไม่ลืมหูลืมตา ลืมคุณค่าในตัวเองไป เพราะยังไงเครื่องมือนี้ก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่อยู่ดี

AI Boy มักจะชอบทำให้เรากลัวว่ามันจะมาทำแทนที่เราได้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เคยเข้าใจเลยก็คือ ปัญญาประดิษฐ์มันทำได้แค่เดาและพ่นผลลัพธ์ออกตามแพทเทิร์นข้อมูลในอดีตที่มนุษย์เคยป้อนให้มันกินเท่านั้นครับ มันไม่มีวันเข้าใจคำว่า "บริบท"  ในแบบที่มนุษย์เราสัมผัสได้เลยสักนิด

มันไม่รู้หรอกครับว่า มนุษย์โคตรจะปากไม่ตรงกับใจ แค่ถามว่าวันนี้จะกินอะไร ได้รับคำตอบมาว่า กินอะไรก็ได้ พอชวนไปกินซูชิ ก็บอกว่าไม่ไป ชวนไปกินชาบู ก็บอกว่าไม่ไป แล้วพอถามว่าสรุปจะกินอะไร ก็ได้คำตอบเดิมคือ อะไรก็ได้ นี่ครับ มนุษย์เป็นแบบนี้ และปัญญาประดิษฐ์ไม่เคยเข้าใจวิถีของความเป็นไปของโลกเลยด้วยซ้ำ มันไม่รู้เลยว่าโลกมันยุ่งเหยิงแค่ไหน คนมีความละเอียดอ่อน มีความย้อนแย้ง และมีบริบทซ่อนอยู่ในทุกๆ การตัดสินใจ

นั่นคือเหตุผลที่เรายังจำเป็นต้องมีใครสักคนนั่งอยู่บนเบาะคนขับ หลังพวงมาลัย เพื่อใช้ความสามารถในการแยกแยะ ความเห็นอกเห็นใจ ความคิดสร้างสรรค์ มาใช้ในการทำงาน ไม่ใช่แต่ปล่อย Auto-Drive

และคำถามอีกครั้งก็คือ ทำไมคนทำหน้าที่นั้นไม่เป็นเรา?

เพราะถ้าไม่มีมนุษย์คอยทำหน้าที่นี้เลย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวบนโลกจะเสี่ยงต่อการกลายเป็นเนื้อก้อนเดียวกันหมด ทุกแอปจะเริ่มหน้าตาเหมือนกัน ให้ความรู้สึกเหมือนกัน และทำงานทื่อๆ แบบเดียวกัน ซึ่งนอกจากจะน่าเบื่อจนอยากจะปาทิ้งแล้ว มันยังเป็นวิธีที่ห่วยแตกที่สุดในการตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของเพื่อนมนุษย์อีกด้วย


"Please all and you will please none."
("ถ้าคุณพยายามทำให้ทุกคนพอใจ คุณจะไม่สามารถทำให้ใครพอใจได้เลย")

— สุภาษิตโบราณ (ที่ตบหน้าคนทำโปรดักต์ได้ทุกยุค)


UX ไม่มีวันตาย

ดังนั้น อนาคตของ UX มันเลยไม่มีทางตุยแน่นอนครับ แต่มันจะ วิวัฒนาการแล้ว วิวัฒนาการเล่า วิวัฒนาการไปอีกไปเรื่อยๆ ถ้าถามว่าทำไม ก็เพราะคนเรามันเปลี่ยนไปทุกยุคครับ ตราบใดที่คนมันไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว เมื่อนั้นไหร่ UX ถึงจะหยุดวิวัฒนาการ (ซึ่งในคำภีร์อี้จิงบอกว่าไม่มีทาง เพราะการไม่เปลี่ยนแปลงคือการเปลี่ยนแปลง) และให้มอง “ปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียงแค่ปัญญาที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา” มันแทบไม่มีความคิดสร้างสรรค์อะไรเลยเสียด้วยซ้ำ แน่นอนว่ามันทำงานได้ไว ทำงานซ้ำซากจำเจแทนเราได้ดี และผมเองก็ยังยอมรับว่าใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างเป็นบ้าเป็นหลังในการทำงาน ชีวิตประจำวัน และงานส่วนตัว ซึ่งมันช่วยได้เยอะมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมขออนุญาตเกลียด และไม่มีวันยอมรับเลย คือความคิดมักง่ายที่ว่า "เราควรเอาปัญญาประดิษฐ์มาวางไว้ตรงใจกลางของกระบวนการสร้างสรรค์" และขออนุญาตมองบนพร้อมเบ้ปาก

ปัญญาประดิษฐ์มันเก่งมากในการก๊อปปี้ผลงานคนอื่น เพราะถูกเทรนมาจากข้อมูลและผลงานที่เคยถูกสร้างมาแล้ว ถูกเผยแพร่ออกมาแล้ว นั่นหมายความว่ามันถูกสร้างขึ้นจากไอเดียที่ "เคยชนะ" ในอดีตแล้วทั้งนั้น ซึ่งไอเดียเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นไอเดียที่ดีที่สุดเสมอไป การทดลองมากมายจากสถาบันระดับโลกเช่น MIT ชี้ให้เห็นชัดเจนเลยว่า Generative AI พึ่งพาการจดจำจากแพทเทิร์นในอดีต มากกว่าการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ และแม้ว่าการเลียนแบบของมันในปัจจุบันจะเริ่มทำได้ดีจนน่ากลัว แต่มันก็ยังคงหากินบนใบบุญเก่า หรือสิ่งที่มีคนเคยทำมาแล้วอยู่ดี เพราะฉะนั้นการใช้ Generative AI มันคือการที่เรากำลังสร้างเครื่องมือของวันพรุ่งนี้ ด้วยสมมติฐานของเมื่อวานทั้งนั้น


ทีนี้หลายคนก็อาจจะบอกว่า "อ้าวพี่ แล้วการที่พวกเราเหล่าดีไซเนอร์เข้าไปดูแรงบันดาลใจจากเว็บ Dribbble หรือ Mobbin มันก็ไม่ต่างกันไม่ใช่เหรอ"

ก็ถูกครับน้อง แต่ความเก่งกาจกับการมีฝีมือมันวัดกันตรงนี้แหละครับ เพราะถ้าคนที่เขาเชี่ยวชาญจริงๆ เขาจะไม่ก้มหน้าก้มตาลอกแพทเทิร์น UI แบบเป๊ะๆ เด๊ะๆ อย่างไม่ลืมหูลืมตาแน่นอน อย่างน้อยสิ่งที่เขาเลือกมาใช้ ก็จะต้องเลือกมาจากการ ตัดสินใจอย่างตั้งใจโดยมีเหตุผลรองรับเสมอ ซึ่ง AI ให้ไม่ได้ เพราะขนาด ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic ยังยอมรับออกมาตรงๆ เลยว่า บางครั้งตัวเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมระบบของเขาถึงเลือกตอบหรือตัดสินใจแบบนั้นในบางบริบท (ขนาดคนสร้างยังไม่รู้ แล้วใครจะรู้)


มีคำพูดหนึ่ง ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยไปอ่านมาจากที่ไหน ที่บอกว่า งานดีไซน์ที่ยิ่งใหญ่มักจะงอกเงยมาจาก "ปรัชญาการออกแบบที่ชัดเจน" ซึ่งปรัชญาเหล่านั้นมันจะเกิดขึ้นได้ก็จากการเข้าใจในตัวผู้ใช้ เข้าใจปัญหาของพวกเขา และความรู้ความสามารถทางด้านการออกแบบของเรา

เทคโนโลยีอาจจะช่วยทำให้กระบวนการลงมือทำเชิงเทคนิค หรือกลายเป็นระบบอัตโนมัติที่กดปุ่มเดียวก็เสร็จได้ แต่ถามหน่อยเถอะครับ ถ้าไม่มี "จุดยืนหรือมุมมอง" (Point of View) มนุษย์หน้าไหนมันจะสร้างงานออกแบบที่ยิ่งใหญ่และตราตรึงใจผู้คนได้อย่างแท้จริง


. . .


ที่พูดมาทั้งหมดนี้ บางทีเราอาจจะติดอยู่ในความว่างเปล่าทางความคิดสร้างสรรค์มานานหลายปีแล้วก็ได้ ลองนึกถึงยุค 90s (ที่คนแก่ๆ อย่างผมชอบมาก) ที่ไปไหนมาไหนก็เห็นแต่นวัตกรรมเจ๋งๆ ทุกหนทุกแห่ง ลองนึกถึงบัตรโทรศัพท์ที่จะโทรตู้สาธารณะที ต้องเสียบบัตรเข้าไปถึงจะโทรได้ นึกถึงดีไซน์จอยเกมของ Nintendo นึกถึงเกมตลับที่พอเกมเริ่มกระตุก เราก็จะหยิบมันขึ้นมาเป่าๆ แล้วเสียบเข้าไปก็จะลื่นปื๊ด

ใครที่รู้จัก ดร.นากามัตส์ (Dr. Yoshiro Nakamatsu) จะเข้าใจดีครับ ชายผู้ขึ้นชื่อว่าสร้างสรรค์ผลงานไว้มากที่สุดในโลก มีสิทธิบัตรในมือมากกว่า 3,500 ชิ้น ผลงานของแกมีตั้งแต่ของที่หลุดโลกชวนเกาหัว อย่างเช่น รองเท้าติดสปริงกระโดดดึ๋งๆ หรือ วิกผมป้องกันตัว ที่ซ่อนตุ้มถ่วงน้ำหนักเอาไว้ด้านใน เวลาโจรจู่โจม ผู้ใส่แค่สะบัดหัวให้วิกสะบัดไปฟาดหน้าคนร้ายเพื่อเอาตัวรอด (คิดได้ยังไงวะครับ) ของพวกนี้ถามว่าใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันไหม ก็อาจจะทุลักทุเลไปหน่อย

แต่ท่ามกลางไอเดียหลุดโลกเหล่านั้น แกคือคนที่ประดิษฐ์ "ปั๊มสูบน้ำแบบมือบีบ" (โชยุจุปพุ) ที่เป็นพลาสติกสีแดงๆ นิยมใช้กันตามบ้านเรือนจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือของที่ประสบความสำเร็จระดับเปลี่ยนวิถีชีวิตคนทั้งโลก


ผมคิดว่า 80% ของไอเดียที่มนุษย์ยุคนั้นคิดขึ้นมามันล้มเหลวไม่เป็นท่าเหมือนวิกผมติดตุ้มเหล็กนั่นแหละครับ แต่มันเป็นการล้มเหลวในรูปแบบที่ดีที่สุด เพราะมันเกิดจาก "ความตั้งใจที่จะริเริ่มสร้างสรรค์" ของมนุษย์

ทว่าในท้ายที่สุด ไอเดียบ้าๆ เหล่านั้นก็ต้องยอมหลีกทางให้กับการเกิด "มาตรฐานสากล" อย่างที่มันควรจะเป็น เช่น โลกฝั่งระบบปฏิบัติการเหลือแค่ Apple หรือ Android ทั้งที่ในอดีตก็มีผู้เล่นมากมาย ฝั่งคอนโซลเหลือแค่ PlayStation หรือ Xbox หรือฝั่งคอมพิวเตอร์ก็เหลือแค่ Mac หรือ Windows ซึ่งถ้าไม่มีผู้แพ้ ก็จะไม่มีทางมีผู้ชนะได้ครับ


. . .


The Balancing Act

ขอเคลียร์ให้ชัดตรงนี้เลยนะครับ สำหรับผม AI ไม่ใช่ศัตรูนะครับ ความเฉื่อยชา ความมักจะเอาแต่ง่าย และความหยิ่งยะโสในความสำเร็จเดิมๆ ต่างหากที่เป็นศัตรูของเรา (ในมุมของผม)

และถ้าไวรัสความโง่ที่ผมบ่นไว้ตั้งแต่ต้นบทความมันคือโรคระบาด สิ่งหนึ่งที่จะหยุดมันได้ก็ไม่ใช่การเผาแล็บทิ้ง (อ่านว่า เลิกใช้ AI) แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันครับ และภูมิคุ้มกันที่ว่า มันเริ่มจากหน่วยที่เล็กที่สุดในองค์กร นั่นคือทีมของเราเอง

ลองนึกถึงต้มยำสักหม้อนะครับ รสชาติที่ทำให้คนทั้งโลกยอมศิโรราบ มันไม่ได้มาจากพริกเผ็ดๆ อย่างเดียว แต่มาจากรสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม ที่ถ่วงดุลกันพอดีเป๊ะ ขาดมะนาวไปตัวเดียว จากต้มยำในตำนานก็กลายเป็นแกงจืดใส่พริกเฉยๆ

ทีมทำโปรดักต์ก็เหมือนหม้อรวมเดียวกันครับ สามเครื่องปรุงหลักที่ต้องมีคือ PM, Designer และ Engineer ที่แต่ละคนถือรส ถือชาติของตัวเองมา ฝั่งหนึ่งถือเป้าธุรกิจ ฝั่งหนึ่งถือหัวใจผู้ใช้ อีกฝั่งถือความเป็นไปได้ทางเทคนิค วันไหนที่สามรสนี้สมดุล งานมันจะไหลลื่นอย่างกะเปิดสูตรโกง แต่วันไหนที่รสใดรสหนึ่งข่มทั้งหม้อ เมนูที่เสิร์ฟออกไปก็มีแค่สองแบบ คือช้าจนบูด หรือเร็วแต่กินไม่ลง


และทีมที่เก่งที่สุด มีลักษณะร่วมกันอยู่ข้อเดียวครับ คือทุกคนเคารพในวิชาชีพของกันและกันครับ แต่ก็เข้าใจงานของอีกฝ่ายลึกพอที่จะกล้าเถียงกันซึ่งๆ หน้าโดยไม่มีใครงอน

ให้เห็นภาพนะครับ ในทีมแบบนี้ บทสนทนาจะประมาณว่า Dev ทัก Designer ว่า "Flow นี้สวยนะพี่ แต่หลังบ้านต้อง Call สาม Service ผู้ใช้รอสองวิเต็มๆ พี่จะเอาจริงดิ" Designer ก็ทักกลับ PM ได้ว่า "แล้วฟีเจอร์นี้พี่อยากได้เพราะ User ต้องการ หรือเพราะคู่แข่งเพิ่งออกฟีเจอร์ใหม่ครับ" และ PM ก็หันมาถามทั้งวงได้ว่า "ถ้าตัดข้อนี้ทิ้ง เราส่งเร็วขึ้นสองอาทิตย์ มันคุ้มไหม" เห็นไหมครับ ไม่มีใครเสียหน้า ไม่มีใครแทงข้างหลัง เพราะทุกคนกำลังปกป้องหม้อต้มยำใบเดียวกัน ไม่ได้ปกป้องอีโก้ของตัวเอง

ส่วนทีมที่มักจะพัง บทสนทนาจะเหลือแค่ประโยคเดียวครับ "ตามพี่เลย" แล้วทุกคนก็ก้มหน้าแทงการ์ดของตัวเองในความเงียบ รอวันโปรดักต์เจ๊งแล้วค่อยมาไล่หาว่าใครใส่เกลือเยอะไป


✦ ดีไซเนอร์ที่เข้าใจธุรกิจเท่านั้น ถึงจะแปลงเป้ายอดขายของผู้บอ ให้กลายเป็น Flow ที่ผู้ใช้เต็มใจควักเงินได้จริง

✦ PM ที่เข้าใจพื้นฐานของดีไซน์ที่ดีเท่านั้น ถึงจะผลักดันให้ดีไซเนอร์ยกระดับฝีมือขึ้นไปอีกขั้น (ไม่ใช่แค่เดินมาถามว่า "ขึ้นของได้ยัง ได้วันไหน")

✦ และ Engineer ที่แคร์ผู้ใช้และเข้าใจว่าธุรกิจหมุนยังไงเท่านั้น ถึงจะเป็นพันธมิตรที่เท่าเทียมในหม้อใบนี้ ไม่ใช่แค่คนรอแทงการ์ดที่ปลายสายพาน

AI กำลังบีบให้บทบาทของเราสามคนขยับเข้ามาใกล้กันเรื่อยๆ ก็จริง แต่สุดท้ายพวกเราก็ยังเป็น "ผู้สร้างประสบการณ์" ตัวจริงอยู่ดี เพราะสิ่งที่ถูกส่งไปถึงมือผู้ใช้จริงๆ มันคือของที่ออกจากหม้อใบนี้ ไม่ใช่ของที่ออกจาก Prompt


ภาษาที่ห้องประชุมได้ยินที่ UX อย่างเราต้องสื่อสารให้ได้ดี

ทีนี้ ต่อให้ทีมเราภูมิคุ้มกันแข็งแรงแค่ไหน ถ้าขายงาน หรือนำเสนองานให้ชั้นบริหารไม่ผ่าน ทุกอย่างก็จบที่สไลด์หน้าสุดท้ายอยู่ดี และจากประสบการณ์โดนปัดตกมานับครั้งไม่ถ้วนของผม (เจ็บจนจำ) ผู้บอเขาไม่ได้ฟังคำว่า Empathy หรือ Journey หรอกครับ หูของเขาถูกจูนมาให้ได้ยินอยู่สามคลื่นความถี่เท่านั้น

✦ หนึ่ง Connection — เข้าใจปัญหาของเขาจริงไหม ลองเทียบสองประโยคนี้ดูครับ ประโยคแรก "ฟีเจอร์นี้จะช่วยยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ให้ไร้รอยต่อครับพี่" กับประโยคที่สอง "ตอนนี้ลูกค้า 4 ใน 10 คนหลุดตรงหน้าจ่ายเงิน ผมเจอสาเหตุแล้วครับ และแก้ได้ภายในสปรินต์เดียว" ประโยคแรกผู้บอจะพยักหน้าแบบสุภาพแล้วเปิดมือถือเช็คไลน์ ส่วนประโยคที่สอง เขาจะวางมือถือครับ เพราะเราเพิ่งพูดถึงเงินที่กำลังรั่วออกจากกระเป๋าเขาแบบเรียลไทม์

✦ สอง Authority — รู้จริงในสิ่งที่ทำไหม และข้อนี้แหละครับที่เป็นแต้มต่อเดียวที่ AI ไม่มีวันแย่งไป เพราะผมคือคนเดียวในห้องที่ยืนอยู่ตรงจุดตัดพอดีระหว่างสิ่งที่ธุรกิจต้องการ สิ่งที่ผู้ใช้จำเป็นต้องมี และสิ่งที่ทีมสร้างได้จริง PM เห็นสองมุมแรก Dev เห็นสองมุมหลัง แต่คนที่เห็นครบสามมุมพร้อมกัน แล้วยังลงไปนั่งคุยกับลูกค้าตัวเป็นๆ มาด้วยตัวเอง มีอยู่คนเดียวครับ และคนนั้นไม่ใช่ Chatbot แน่นอน (และก็ไม่ใช่เราด้วยแหละ หยอกๆ)

✦ สาม Vision — รู้ไหมว่าสิ่งนี้จะโตไปทางไหน ผู้บอไม่ได้อยากได้แค่คนแก้ปัญหาวันนี้ครับ เขาอยากได้คนที่บอกได้ว่าถ้าลงทุนกับสิ่งนี้แล้ว ไตรมาสหน้าหน้าตามันจะเป็นยังไง และปีหน้ามันจะพาบริษัทไปยืนตรงไหน เราต้องมีทักษะ เครื่องมือ และวิธีคิด ที่พาเขาไปเห็นภาพที่ตัวเขาเองยังนึกไม่ออกด้วยซ้ำ


พูดสามคลื่นนี้ให้ชัด แล้วการขายงาน หรือนำเสนออะไรต่อมิอะไรก็จะผ่านฉลุยครับ (ไม่ฉลุยทุกครั้งหรอกครับ แต่อัตรารอดสูงขึ้นเยอะ อันนี้พูดจากแผลจริง) และนี่แหละครับ คือคุณค่าของเราในานะ นักออกแบบ ที่ต้องสื่อสารออกไปต่อโลกภายนอก คือคุณค่าของเรานักออกแบบที่จะเรียกสติคนภายนอกให้กลับมาว่าหน้าที่ของเรา นักออกแบบไม่ใช่แค่คลอด UI นะพี่ เรากำลังแก้ปัญหาให้คนและธุรกิจ

และสังเกตไหมครับว่า ทั้งสามข้อไม่มีข้อไหนเลยที่ AI พูดแทนเราได้ เพราะมันไม่เคยนั่งคุยกับลูกค้าตัวเป็นๆ ไม่เคยโดนการเมืองในองค์กรเล่นงาน และไม่เคยต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้นเมื่อโปรดักต์เจ๊ง ความรับผิดชอบมันแบกได้เฉพาะสิ่งมีชีวิตที่มีชื่อให้ถูกเรียกเข้าห้องประชุมครับ


. . .


วัคซีน 3 เข็ม

กลับมาที่โรคระบาดความโง่ของเรา ถ้าอยากให้ AI เข้ามายกระดับงาน แทนที่จะมาพรากหัวใจของงานออกแบบไป เราต้องฉีดวัคซีนให้ทั้งองค์กรครับ และตำรับยาที่ผมเชื่อ มันมีสามเข็ม ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Ben Shneiderman ปรมาจารย์ด้าน Human-Computer Interaction เขียนไว้ในแนวคิด Prometheus Principles ว่าระบบอัตโนมัติระดับสูง สามารถสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้ ถ้าเราตั้งใจออกแบบมันให้เป็นแบบนั้นตั้งแต่แรก

  • เข็มที่ 1: Education — ก่อนจะให้ใครในองค์กรจับ AI ต้องรู้ก่อนว่ามันคืออะไรในบริบทงานของเรา มันเก่งตรงไหน โง่ตรงไหน และเส้นแบ่งของมันอยู่ตรงไหนใน Flow งานประจำวัน และย้ำว่านี่ไม่ใช่การบ้านของ Dev หรือ Designer คนเดียวนะครับ Marketing, QA, ฝั่ง Biz ต้องรู้เท่าทันไปพร้อมกันหมด เพราะไวรัสความโง่มันไม่เลือกแผนกครับ มันติดกันได้ทั้งตึก การรู้จักตั้ง Prompt ให้ชัด ตรวจ Output ให้ละเอียด และจับอคติ (Bias) ให้ได้ก่อนของจะหลุดไปถึงมือผู้ใช้ คือสุขอนามัยพื้นฐานของยุคนี้ เหมือนล้างมือก่อนกินข้าวนั่นแหละครับ


  • เข็มที่ 2: Integration — พอรู้แล้วว่า AI ทำอะไรได้ ขั้นต่อไปคือผสานมันเข้าเวิร์กโฟลว์อย่างมีหลักมีเกณฑ์ ไม่ใช่แค่ซื้อ License มาแจกแล้วอวยพรให้โชคดี ทีมต้องช่วยกันเขียนข้อตกลงขึ้นมาเลยครับว่า เครื่องมือไหนใช้ได้ ใช้ที่ขั้นตอนไหนของสายพาน และที่สำคัญที่สุด เมื่อไหร่ที่ต้อง "ปิดเครื่อง หยุดใช้ AI แล้วหันกลับมาใช้สมองมนุษย์คิดเองแบบแมนนวล" หลักการนี้ห้ามสั่งลงมาจากเบื้องบนนะครับ มันต้องเกิดจากคนหน้างานทุกคนที่แตะงานชิ้นนั้นจริงๆ เพราะกติกาที่เราร่วมกันเขียน คือเกราะที่ทำให้เรากล้าลุกขึ้นเถียง AI เมื่อสัญชาตญาณบอกว่ามันกำลังพาเราลงเหวลึกสุดก้นเขา


  • เข็มที่ 3: Balance — เข็มสุดท้ายและสำคัญที่สุด ถ้าเป้าหมายของการใช้ AI คือประหยัดเวลา คำถามที่แทบไม่มีองค์กรไหนถามต่อคือ แล้วเวลาที่ประหยัดได้ เอาไปลงทุนกับอะไร ถ้าคำตอบคือ "ปั๊มฟีเจอร์เพิ่ม" ก็ยินดีด้วยครับ พี่เพิ่งเอาวัคซีนไปฉีดให้ไวรัสเพิ่ม แต่ถ้าคำตอบคือเอาเวลานั้นกลับไปลงหาผู้ใช้ ไปสนใจผู้ใช้มากขึ้น หรือเอาเวลาที่เหลือไปวิจัยผลิตภณฑ์ กับการคิดนอกกรอบ กับไอเดียบ้าๆ ที่งบและเดดไลน์ไม่เคยเปิดโอกาสให้ทำ นั่นแหละครับคือที่ที่นวัตกรรมอาศัยอยู่ เพราะอย่าลืมนะครับว่าสิ่งที่เราสร้างวันนี้ คือข้อมูลที่ AI รุ่นหน้าจะเอาไปเรียน ถ้าเราป้อนแต่ของซ้ำๆ ให้มัน อนาคตเราก็จะได้ของซ้ำสะท้อนกลับมาแบบทวีคูณ ป้อนของที่กล้าหาญให้มันสิครับ แล้ววันหนึ่งกระจกบานนี้จะสะท้อนอะไรที่น่ามองกว่านี้



วิธีคิดแบบนักออกแบบ สิ่งที่ AI ลอกไม่ได้

เขียนมาถึงตรงนี้ ผมอยากชวนถอยออกมามองไกลๆ อีกนิดครับ ว่าตกลงไอ้สิ่งที่ทำให้พวกเรายังต้องมีที่ยืนอยู่ในโลกนี้ มันคืออะไรกันแน่ และคำตอบของผมคือ Design Mindset ครับ วิธีคิดของนักออกแบบ ที่ต่อให้ AI เลียนแบบชิ้นงานเราได้ แต่มันเลียนแบบวิธีที่เรามองโลกไม่ได้


✦ เรามีมนุษย์เป็นศูนย์กลางจริงๆ — ไม่ใช่แค่ท่องเป็นสโลแกนติดผนังออฟฟิศนะครับ แต่คือการเอาความรู้สึกและแรงจูงใจของคนจริงๆ มาเป็นรากของทุกการตัดสินใจ ใครที่เคยนั่งดู Usability Test จะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี วินาทีที่เราเฝ้ามองผู้ใช้นั่งงมหาปุ่มที่เราวางไว้ "ชัดที่สุดในจักรวาล" แล้วเขาหาไม่เจอ นิ้วเขาลอยวนอยู่เหนือจออีกฝั่งหนึ่งของหน้าจอ ส่วนเรานั่งกัดหมอนอยู่หลังกระจก อยากจะตะโกนว่า "มันอยู่ตรงนั้นนน" ความเจ็บปวดแบบนั้นแหละครับคือครูที่ดีที่สุด เพราะมันสอนเราว่าสิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่คนใช้จริง มันคนละเรื่องกันเสมอ และ AI ไม่มีวันได้เรียนวิชานี้ เพราะมันไม่เคยต้องนั่งกัดหมอน


✦ เราโอบรับความคลุมเครือ — โจทย์ที่มัวๆ ที่คนอื่นเห็นเป็นฝันร้าย เราเห็นเป็นสนามเด็กเล่น ลองนึกถึงวันที่ผู้บอเดินมาพูดสั้นๆ ว่า "ทำให้มันดูพรีเมียมหน่อย" แล้วเดินจากไปพร้อมกาแฟในมือสิครับ คนอื่นในทีมหน้าซีดกันเป็นแถบ เพราะคำว่าพรีเมียมของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย ของบางคนคือสีทอง ของบางคนคือ Space น้อยๆ สะอาดๆ ของบางคนคือฟอนต์ Serif เท่ๆ แต่นักออกแบบจะไม่รีบเปิด Figma ครับ เราจะเดินตามไปถามต่อว่า พรีเมียมของพี่หน้าตาแบบไหน ลูกค้าเราคือใคร เขาเคยรู้สึกพรีเมียมกับอะไรมาก่อน แล้วค่อยๆ ปั้นความมัวให้กลายเป็นความชัด ในขณะที่ AI เจอโจทย์มัวๆ แบบนี้ มันจะเดาแล้วพ่นของออกมาทันทีอย่างมั่นใจ ซึ่งมั่นใจในสิ่งที่ผิดนี่แหละครับ อันตรายกว่าไม่รู้เสียอีก


✦ เรากล้าฆ่าไอเดียรักของตัวเอง — ล้มให้เร็ว เรียนรู้จากซากปรักหักพัง แล้วลุกมาปรับใหม่ พูดง่ายแต่ทำแล้วเจ็บทุกครั้งครับ ผมเคยปั้น Flow ตัวหนึ่งอยู่สองอาทิตย์เต็มๆ หลงรักมันมาก ภูมิใจถึงขั้นแอบจินตนาการว่าจะเอาไปลงพอร์ต แต่พอเอาไปเทสต์กับผู้ใช้แค่ 5 คน ทั้ง 5 คนหลงทางที่จุดเดียวกันเป๊ะ ทางเลือกมีสองทางครับ หนึ่งคือเถียงแทนงานตัวเองว่า "ผู้ใช้ยังไม่ชิน เดี๋ยวก็เรียนรู้ได้" (ซึ่งเป็นประโยคปลอบใจตัวเองยอดฮิตของวงการ) หรือสองคือกัดฟันโยนมันทิ้งแล้วเริ่มใหม่ นักออกแบบตัวจริงเลือกทางที่สองจนเป็นสันดานครับ และนี่คือจุดที่ต่างจาก AI แบบคนละสายพันธุ์ เพราะ AI มันโยนงานทิ้งได้ไม่เจ็บก็จริง แต่มันก็ไม่เคย "เรียนรู้" อะไรจากซากนั้นเลย มันแค่ Generate อันใหม่ที่หน้าตาคล้ายอันเดิมออกมาไม่รู้จบ ความเจ็บต่างหากครับที่ทำให้บทเรียนฝังลึก


✦ เรามองโลกในแง่ดีอย่างดื้อรั้น — เชื่อเสมอว่าทางออกที่ดีกว่ามีอยู่จริง แม้ในห้องประชุมที่ทุกคนส่ายหัวไปแล้วก็ตาม ฉากคลาสสิกคือวันที่ทุกฝ่ายพร้อมใจกันประกาศว่า งบไม่มี เวลาไม่พอ คนไม่ว่าง ทำไม่ได้หรอก แล้วบรรยากาศในห้องก็เริ่มมีกลิ่นของการยอมแพ้ลอยมา คนที่ยกมือขึ้นแล้วถามว่า "แล้วถ้าเราตัดเหลือแค่แกนเดียว ทำเวอร์ชันเล็กสุดที่พิสูจน์ไอเดียได้ก่อนล่ะครับ" มักจะเป็นนักออกแบบครับ ไม่ใช่เพราะเราโลกสวยนะครับ แต่เพราะอาชีพนี้ฝึกให้เราเชื่อว่าข้อจำกัดคือวัตถุดิบ ไม่ใช่กำแพง งานออกแบบที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์หลายชิ้น เกิดในวันที่ทรัพยากรน้อยที่สุดทั้งนั้นแหละครับ


✦ และเราขี้สงสัยเป็นที่สุด — คำว่า "ทำไม" กับ "จะเกิดอะไรขึ้นถ้า" คือลมหายใจเข้าออกของเราเป็น “ดีไซนุสติ” จนบางทีก็โดนมองว่าเป็นคนน่ารำคาญที่สุดในห้องประชุม (ยอมรับครับ) PM ขอฟีเจอร์แชทในแอป เราถามว่าทำไม เพราะลูกค้าติดต่อยาก ทำไมถึงติดต่อยาก เพราะเบอร์ Call Center หาไม่เจอ อ้าว แล้วถ้าแค่ย้ายเบอร์ขึ้นมาให้เห็นชัดๆ ล่ะ ต้องสร้างระบบแชทที่กินเวลา Dev สามเดือนจริงๆ หรอ คำถามโง่ๆ ห้านาทีนี้ประหยัดเงินบริษัทไปหลักล้านครับ และนี่คือสิ่งที่ AI ทำไม่ได้โดยกำเนิด เพราะธรรมชาติของมันคือ "ตอบ" ทุกคำสั่งอย่างว่าง่าย ป้อนอะไรมาก็ทำให้ แต่ธรรมชาติของนักออกแบบคือ "ถามกลับ" ก่อนลงมือเสมอ โลกที่ทุกคนมีเครื่องจักรที่ตอบเก่งอยู่ในมือ คนที่ถามเก่งนี่แหละครับจะกลายเป็นของหายาก

อ่านจบห้าข้อนี้ ไม่ต้องอ่านซ้ำรอบสองก็รู้เลยใช่ไหมครับว่า เออ แม่งโคตรจำเป็นเลยที่โลกยุคนี้จะต้องมีนักออกแบบ


. . .


เอาล่ะครับ พอเขียนมาถึงตรงนี้ ขอประกาศอย่างเป็นทางการอีกรอบ งานศพของ UX ที่หลายคนตั้งตารอ ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดครับ ใครที่สั่งพวงหรีดไปแล้วลองทักไปขอเงินคืนดูนะครับ ส่วนใครที่เตรียมชุดดำไว้ เก็บไว้ใส่ไปงานอื่นก่อน เพราะศพที่นอนอยู่ในโลงตอนนี้ ไม่ใช่ UX หรอกครับ แต่คือ "ภาพจำผิดๆ ของ UX" ที่วงการเราช่วยกันเลี้ยงมันมาจนอ้วนพีตลอดสิบปี ไอ้ตัวที่แปลว่าคนลากปุ่ม คนเปลี่ยนสี คนตกแต่งหน้าจอให้เสร็จๆ ไป ตัวนั้นน่ะตายจริงครับ ตายสนิท และผมขอไม่วางดอกไม้จันทน์ให้ด้วย สมน้ำหน้ามัน

และขอประกาศศักดาอย่าางกึกก้องเลยครับว่า UX Still Alive และ Long Live UX ให้อยู่ยั่งยืนนาน หากเราหันกลับมาที่แก่นของ UX จริงๆ หันมาสนใจผู้ใช้จริงๆ หันมามองหาความเป็นมนุษย์จริงๆ ผมจะพูดรอบที่ล้าน หรือให้พูดอีกล้านรอบก็จะพูดว่า


"The more advanced artificial intelligence becomes, the more we need to return to being skilled at being human."
("ยิ่งปัญญาประดิษฐ์มันเก่งขึ้นมากเท่าไหร่ เราก็ต้องยิ่งกลับไปเก่งในเรื่องความเป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น")

— Dew Punnaruth (MD, Space Up dnschools)

(ในที่สุดก็มี Quote เป็นของตัวเองเสียที)


แต่ที่ตลกร้ายที่สุดคือ คนที่ควรจะกลัวที่สุดในยุคนี้ กลับไม่ใช่พวกเราเลยนะครับ แต่คือองค์กรที่กำลังดีใจว่าประหยัดเงินเดือนดีไซเนอร์ได้ เพราะอีกไม่นาน พอโปรดักต์ของเขาหน้าตาเหมือนคู่แข่งเป๊ะทุกพิกเซล ฟีเจอร์ก๊อปกันไปมาจนผู้ใช้แยกไม่ออกว่าเปิดแอปไหนอยู่ วันนั้นแหละครับที่เขาจะวิ่งกลับมาตามหา "คนที่ตอบได้ว่าทำไมของเราถึงไม่มีใครรัก" และราคาค่าตัวของคนคนนั้น จะไม่ใช่ราคามิตรภาพแน่นอนครับ (จดไว้เลยนะครับพี่ วันนั้นผมจะคิดแพง)


เพราะฉะนั้น เพื่อเห็นแก่สิ่งดีงามทั้งหลายในโลกนี้ ได้โปรดเลิกทะเลาะกันเรื่องชื่อตำแหน่งเสียทีเถอะครับ จะ Product Designer, Content Designer, User Researcher หรือ Visual Designer สุดท้ายพวกเราทุกคนคือคนที่ "สร้างสิ่งต่างๆ" เหมือนกันหมด บางคนสร้างด้วยพิกเซล บางคนด้วยถ้อยคำ บางคนด้วยโค้ด แต่วิธีคิดข้างในมันคือก้อนเดียวกัน และก้อนนั้นแหละครับที่ AI ขโมยไปไม่ได้ (มันพยายามแล้วนะครับ แต่ก๊อปได้แค่เปลือก)

ใช่ครับ AI กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่างบทบาทของเราเบลอไปหมด แต่ผมกลับมองว่ามันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย เพราะเวลาที่มันช่วยประหยัดให้ เราเอาไปเรียนทักษะที่เมื่อก่อนเป็นของแผนกข้างๆ ได้ ไม่ใช่เพื่อไปแย่งงานใครนะครับ แต่เพื่อให้เรากลายเป็น "ผู้ลงมือทำ" ที่สมบูรณ์ขึ้น รอบด้านขึ้น และเถียงแทนผู้ใช้ได้ดังขึ้น

ส่วนตัวผมนะครับ ผมรักการคิด ไม่มีอะไรฟินเท่ากับการแกะปัญหายากๆ ออกได้สำเร็จ นั่นคือเหตุผลที่ผมเดินเข้าวงการนี้ตั้งแต่แรก เพราะมันมีปัญหา (ที่เจ๋งๆ) ให้แก้จริงๆ วันแรกที่เข้าวงการ กล่องเครื่องมือของผมมีอยู่ไม่กี่ชิ้น แต่วันนี้กล่องมันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และผมไม่อยากเสียเวลาชีวิตไปกับการนั่งกังวลว่าชื่อตำแหน่งบนโปรไฟล์ควรเขียนว่าอะไร หรือรสนิยมของผมหรูพอหรือยัง ผมแค่อยากสร้างสิ่งต่างๆ ให้ออกมาดี และ Impact กับโลกใบนี้ ไม่มากก็น้อยครับ

และผมเชื่อว่าลึกๆ แล้ว พวกคุณก็อยากทำแบบนั้นเหมือนกัน


. . .


ก็ตามนั้นครับ UX ไม่ได้ตาย มันแค่ลอกคราบ ตัวที่ตายคือคราบเก่าที่เราแบกมันมานานเกินไป ใครยังกอดคราบอยู่ก็ปล่อยได้แล้วนะครับ มันเริ่มมีกลิ่นแล้ว พอลองลอกคราบออกมาแล้ว จะรู้ว่า UX ยังจะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

ขอถามกลับไปบ้างครับ ในยุคที่ AI วาดหน้าจอแทนเราได้แล้ว "สิ่งที่คุณจะสร้าง" ต่อจากนี้คืออะไร มาเล่าให้ฟังในคอมเมนต์กันหน่อยครับ หรือใครที่กำลังโดนไวรัสความโง่ระบาดใส่ทีมอยู่ ก็มาระบายกันได้ เผื่อเราจะช่วยกันหาวัคซีนเข็มที่สี่เจอ


นี่แหละหัวใจที่สำคัญของ UX Apocalypse: A Survival Guide for Designer สำหรับบทความนี้ครับ ขอบพระคุณอย่างสูงที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ




Presented by s.up dnscool —’space’ to growth ‘up’
Crafting Skills. Designing Destiny.
The Pub for Life-Vibe-Skill.

Similar Articles

UX Apocalypse

Design Without Org

มีของครบทั้ง Macbook และเก้าอี้เพื่อสุขภาพ แต่ทำไมมนุษย์ UX ยังรู้สึกไร้ค่า นั่นเพราะองค์กรกำลังขังคุณไว้ในโครงสร้างที่ตะโกนเสียงดังแค่ไหนก็ไม่มีใครได้ยิน ความพังของทีมดีไซน์ที่โดนเรียกใช้เป็นแค่พาราเซตามอล หรือผงชูรสคอยโรยหน้าตอนโปรดักต์พังพินาศ ทั้งที่จริง ๆ คุณมีศักยภาพพอจะเป็นเสาหลักตั้งแต่ต้นน้ำ ถอดบทเรียนการสร้างทีมแบบ Matrix Model เพื่อทวงคืนสิทธิ์และที่นั่งบนโต๊ะผู้บริหาร พร้อม 3 คาถาเอาตัวรอดที่บอกว่า ถ้าแก้โครงสร้างไม่ได้ ก็จงกล้าเดินจากไปอย่างทรงเกียรติ

Dew Punnaruth

date

UX Apocalypse

Middle Class UX

ความจริงอันเจ็บปวดของคนทำงานที่ขยันแทบตายแต่รายได้โตไม่ทันภาระ ถูกบีบให้กลายเป็น "ชนชั้นล่างใหม่" บนลู่วิ่งทุนนิยมที่ชันขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี AI ไล่กวดมาข้างหลัง สะท้อนวิกฤตของดีไซเนอร์ที่ใน Job Description บอกคือผู้กำหนดทิศทาง แต่ชีวิตจริงไม่ต่างจากคนจัดจานหรู มีอำนาจเลือกแค่สีหรือปุ่ม แต่ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนวัตถุดิบหลักที่ Business Decisions กำหนดไว้แล้ว ทางรอดของชาว UX ในยุคหักหลังดีล คือการเลิกบูชาแค่ตัวเลขทาส แล้วหันมากู้คืนเข็มทิศศีลธรรม สร้างแนวร่วมและกลุ่มฮีลใจ เพื่อก้าวข้ามจากการทำปุ่มสู่การเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบสังคมที่ยั่งยืน

Dew Punnaruth

date

UX Apocalypse

UX is Dead. Very Dead. And Who Killed It?

สั่นสะเทือนวงการเทคไทยกับกระแสดราม่าคัดตำแหน่ง UX/UI ออก แล้วโยกงานให้ Engineer ทำแทน สะท้อนวิกฤตปี 2026 ที่ AI เสกหน้าจอและ User Flow ได้ใน 3 วินาที จนคนวาดพิกเซลสายดั้งเดิมแทบไม่มีที่ยืน มาเจาะลึกความจริงที่ว่า AI เข้ามาฆ่างานถึก ๆ และการรีเสิร์ชผิวเผินไปจนหมดสิ้น ทว่าสิ่งที่มันแทนที่ไม่ได้คือ "กระบวนการคิดเชิงกลยุทธ์" (Thinking) และความเข้าอกเข้าใจมนุษย์ในระดับจิตวิทยา สลัดคราบช่างแต่งพิกเซลแล้วทวงคืนเข็มทิศผู้คุมเกม เปลี่ยน AI ให้เป็นเครื่องมือขยายขีดความสามารถของสมอง เพื่อขยับขึ้นไปทำงานระดับยุทธศาสตร์ที่สร้างประสบการณ์อันน่าจดจำและไม่มีวันลืม

Dew Punnaruth

date

Get Notifications For Each Fresh Post
(Soon!!!)

Subscribe