Work-Life UX
เผาโปรดักต์ยังไม่เท่าเผาทีม แล้วเรารอดยังไงในโลกที่เผาทีมก่อนเผาโปรดักต์
บทความนี้แด่แรงงานดิจิทัลทุกท่าน ในวันที่ถูก burn จนใกล้ out
เราเหล่าดิจิทัลดีไซน์เนอร์ทุกคน ก็ไม่ต่างอะไรจากแรงงานสร้างชาติทั่วไป ที่เราต่างก็เหน็ดเหนื่อย ตรากตรำ ลำบากลำบน เอาแรงกาย แรงใจ แรงสุขภาพจิต แลกเม็ดเงินเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ (ไม่นับว่าเราพยายามออกแบบโลกให้น่าอยู่ขึ้นด้วยนะ) แต่ในฐานะแรงงานดิจิทัลคนหนึ่ง ผมอยากจะเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ที่กำลังถูกเผาด้วยไฟนรก ที่เผาเราทั้งกายและใจเพื่อให้มีชีวิตรอดไปอีกวันหนึ่ง แด่แรงงานผู้ถูกเผาด้วยไฟ Deadline พร้อม Feedback และเงินค้างค่าบัตรเครดิตครับ
สำหรับผมเองนะ วันที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตการทำงาน ไม่ได้มาจาก User หรอกครับ (มีบ้าง แต่ไม่เยอะ) เพราะมันมาจาก Figma ที่ไม่เคยถูกปิดเลยต่างหาก หรือไม่ก็มาจาก Discord ที่เด้งไม่เคยหยุดพัก และ Sprint ที่ไถลลงเขาแบบเบรกแตกชนต้นไม้ซะยับเยิน นี่แหละครับ UX ที่เราออกแบบมาเพื่อให้คนอื่นได้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น แต่เราดันลืมออกแบบชีวิตตัวเราเองให้อยู่รอด
"เราไม่ได้หมดไฟ เพราะเราทำงานไม่เก่ง แต่เราหมดไฟ เพราะเรากำลังอยู่ในระบบที่ดูดพลังชีวิต คนที่พยายามออกแบบโลกให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ทำอะไรกับมันไม่ได้เลย"
— เสียงในหัวของใครสักคน ที่เคยเชื่อว่า UX จะเปลี่ยนโลกได้
ในจักรวาล UX หลังการล่มสลายที่เราเรียกกันว่า ‘UX Apocalypse’
เวลาคือเชื้อเพลิงที่หมดก่อน Deadline ไอ้เจ้า Discord คือเสียงหลอนที่โผล่มาแม้ในฝัน ส่วน Jira ก็คือกระดานที่มีแต่ Task แต่ไม่มี Detail สักนิด และคำว่าเลิกงาน ก็กลายเป็นตำนานในยุคก่อนสงครามที่แสนสงบสุข
เรากำลังอยู่ในโลกที่ Design Thinking ไม่ได้ช่วยชีวิตเราอีกต่อไปแล้วครับ แต่เรากำลังอยู่ในโลกที่ Design Sprint วิ่งทับชีวิต UX/UI Designer ทีละคนๆ
วันไหนคือจุดที่คุณรู้สึกว่า Work-Life Balance พังไม่เหลือซากครับ — ของผมคือวันที่ต้องนั่งทำสไลด์ Pitch แอปประกันสุขภาพ ทั้งที่ตัวร้อนจี๋ หนาวสะท้านยิ่งกว่าโอลาฟ ใช่ครับเรากำลังออกแบบโปรดักซ์เพื่อดูแลชีวิตคนอื่น แต่เรากลับลืมดูแลชีวิตตัวเอง จนแทบจะต้องซื้อประกันสุขภาพให้ตัวเองทันทีหลังส่งสไลด์
ผมเคยเชื่อว่า UX คืออาชีพที่เข้าใจผู้คนที่สุดในจักรวาล แต่แล้ววันหนึ่งผมก็ค้นพบว่า เราคืออาชีพที่ลืมเข้าใจตัวเองก่อนใครเพื่อน ในทุก Product ที่เราออกแบบเพื่อ Make Life Better ให้กับผู้ใช้งาน เรายอมแลกชีวิตที่แย่ลงของเราเอง และทีมเราเอง แบบไม่มีใครร้องขอ จนผมต้องนั่งถามตัวเองว่า เรากำลังออกแบบ UX หรือเรากำลังกลายเป็น UX ที่ถูกออกแบบมาให้ทำงานจนหมดไฟ
ประสบการณ์เหล่านี้ ทั้งจากตัวผมเอง และคนที่ยังเหลือรอดจาก ‘UX Apocalypse’ อีกนิดหน่อย ทำให้ผมเริ่มเชื่อว่า ‘ดิจิทัลดีไซน์เนอร์ เริ่มไม่ใช่คนแล้ว’ เพราะเราสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้
เราสามารถทำ Usability Testing แบบสายฟ้าแลบได้เพียงเพราะ ‘PO ขอให้รีบ’
เราสามารถทำ Design System ทั้งหมดได้ใน 2 สัปดาห์แบบไม่มี Dev ร่วมเลย
เราสามารถสัมภาษณ์ผู้ใช้ 30 คนแล้วสรุปรายงานได้ในเวลา 3 ชั่วโมง
เราสามารถออกแบบหน้าเว็บไซต์ขายของที่ยังไม่มีสินค้า ภายในวันนี้ได้ เพราะ Owner บอกจะขายพรุ่งนี้แล้ว (ไม่งั้นไม่รวยเพราะเลยฤกษ์)
แล้วหัวหน้าก็พูดด้วยน้ำเสียงโคตรอบอุ่นว่า “เดี๋ยวพออาทิตย์หน้าก็ได้พักแล้วนะ หลังจากเรา Launch ไปแล้ว” ซึ่งอาทิตย์หน้าในมัลติเวิร์สนี้ไม่มีอยู่จริง
ปัญหาแบบ Post-Apocalyptic UX Team
เมื่อ Ritual ตาย ไอ้โปรแกรม Figma ก็กลายเป็นสนามรบ แถมความ Burnout ก็ดันมาเป็นวัฒนธรรมองค์กร
“ทีม Design เลยไม่ได้ตายเพราะงานหนัก ที่ถาโถมเข้ามา แต่จะมาตายเพราะไม่มีใครออกแบบ 'วิธีอยู่รอด' ให้เลยต่างหาก”
ในโลกหลัง UX ล่มสลาย ทีม UX ก็ไม่ได้แตกกันเพราะ Design System หรอกครับ แต่แตกกันเพราะ เราไม่มีระบบดูแลหัวใจกันเอง เหลืออยู่แล้ว เราแทบไม่มี Ritual ให้หัวเราะหรือบ่น หลังจากจบ Sprint ก็แทบไม่มี Retro ให้ได้ระบายความในใจ (หรือแอบด่าใครสักหน่อย) แถมหลังจบสงครามไปหมาดๆ ก็แทบจะไม่มี Cool Down ให้ได้พักหายใจ หายคอกันบ้าง มีแต่เสียงก้องๆ ว่า "ไปกันต่ออออออ" (ไปสิครับ ก็ไปได้จนไม่มีใครเหลือให้ไปต่อแล้วนั้นแหละครับ)
โรคระบาด UX Team ไวรัสที่กินหัวใจคนทำงาน
1. Ritual หาย → ทีมกลายเป็นเครื่องจักร
จำตอนที่เรายังมี Stand-Up กันทุกเช้าได้ไหมครับ (ผมถามตัวเองในใจ) ตอนนั้นเรายังมีแรงพอจะพูดว่า “วันนี้เหนื่อยแต่ดีใจที่ได้มาเจอกันนะครับ” แต่พอโลกมันพัง Ritual ก็พังตามไป Stand-Up เปลี่ยนเป็น “ใครทำอะไรบ้างครับเมื่อวาน” กลายเป็นถามแต่เรื่องงาน แทนที่จะถามว่าใครโอเคอยู่บ้าง แทบไม่มีเสียงหัวเราะโผล่มาให้เห็น ไม่มีเวลานอกให้หายใจหายคอ มีแต่ Feedback Loop ที่ไม่เคยเอาไปแก้ไขจริง ส่วน Space สำหรับฮีลใจก็หายปิ้วเหมือนโดน Thanos ดีดนิ้วไปซะงั้น
2. UX Lead กลายเป็น PM (แบบไม่ได้สมัครใจ)
เมื่อ Workload ท่วมจอ UX Lead (อย่างผม) เลยต้อง Transform เป็น PM จำเป็น (ทั้งที่เงินเดือนเท่าเดิม แต่เพราะอยากให้โปรเจคมันยังไปรอดแหละครับ เลยรับหน้าที่แทน) จากที่เคยทำงานแบบ Human-Centered Design แต่ตอนนี้ชีวิตกลายเป็น Timeline-Centered Survival แทนแล้วครับ มีเวลาแค่ Assign Task แต่ไม่มีเวลานั่งคุยกับคนในทีมแบบคนจริงๆ ว่าเป็นไงบ้าง
(จริงๆ ไม่เกี่ยงนะครับ ถ้าเงินมันเหมาะสม ผมชอบอยู่แล้ว แต่พอมองไปที่คนที่ควรจะทำหน้าที่นี้ ทำงานอย่างชิว แต่เงินเดือนเยอะกว่าเรา มันก็บ่คือ)
3. Figma กลายเป็น Battlefield
สมัยก่อน Figma คือ Collaborative Space สมัยนี้ Figma คือ Battle Royale ดีๆ นี่เอง
ทุกครั้งที่เปิดไฟล์ขึ้นมา ถ้ายังไม่แยกไฟล์ให้ดี เราจะได้เห็นบรรยากาศแบบสนามรบที่ไม่ได้เชิญก็เข้ามาได้ เม้าท์ใครต่อเม้าท์ใครไม่รู้ โฉบไปโฉบมาอย่างกับตลาดนัด UI จะเห็น Dev มาดู Design แล้วบอกว่าอันนี้ยาก ปรับได้ไหม เห็น Owner สุดเทพ มาลากปุ่มเองแล้วบอก พี่ว่าตรงนี้เวิร์กกว่านะ หรือเพื่อนรักอย่าง PM มาลากเส้นลูกศรมั่วๆ แทนเรา แล้วโยน Feedback แบบสามบรรทัดจุกๆ หรือบางครั้งแค่ลุกไปเข้าห้องน้ำ กลับมาอีกที Design ถูกเปลี่ยนไปเหมือนมีคนมาทุบตึกรีโนเวตเสร็จใน 10 นาที
4. Burnout กลายเป็น KPI แฝง
ในบางวัฒนธรรมองค์กร ความเหนื่อยไม่ใช่สัญญาณเตือน แต่มันกลายเป็นเหรียญเชิดชูเกียรติ ไปซะดื้อๆ ทำงานหนัก คือคนทุ่มเท แต่เหนื่อยฉิบหาย โดนเรียกเป็นคนเก่ง ถ้าทำงานหนักจนต้องแอดมิท จะถูกยกย่องเป็นนักรบดีไซเนอร์ผู้เสียสละ หรือถ้าไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งในโปรเจคที่ไฟไหม้ จะกลายเป็นพวกป๊อด ไอ้พวกไม่กล้าไป แค่เพียงเพราะเราไม่ Celebrate Rest แต่เรากลับ Celebrate คนที่อยู่จนตีสามแล้วไม่บ่น หรือคนที่ลุกขึ้นมาทำงานวันอาทิตย์ได้เพราะวันเสาร์ PO ไปกินเหล้ากับ Owner มาจนเกิดไอเดียใหม่ (สุดจัด)
แต่สิ่งที่บริษัทไม่รู้คือดีไซเนอร์ที่ยังมีบทบาทและพยายามพูดให้เสียงดัง คือคนที่กำลังเค้นพลังต่อสู้เพื่อตัวเองในเฮือกสุดท้าย ส่วนดีไซเนอร์ที่เงียบที่สุดในทีม อาจเป็นคนที่ใกล้หายไปจากวงการเร็วที่สุด เพราะหมดไฟไปก่อนใครก็ได้
“Design Team ที่รอดในยุคนี้ ไม่ใช่ทีมที่เก่งที่สุด แต่คือทีมที่ ‘ยังคุยกันได้อยู่’”
– Quote จาก UX Lead ที่พาทีมรอดจากสัปดาห์นรก
จริงๆ มีหลายไวรัสอีกมากมายที่พูดเท่าไหร่ก็พูดไม่จบ อย่างการที่เราเหล่าดีไซเนอร์ จะประชุมทีนึงก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดหลบกระสุนให้ได้ ไม่งั้นโดนยิงตายคาห้องประชุม หรือแม้แต่เคยถูกแปะป้ายว่าเป็นทีม ที่ไม่กล้าออกความเห็น แต่ความจริงคือเราพูดแล้วไม่มีใครฟัง ก็เหนื่อยที่จะพูดแล้วครับ หรืองานที่เป็นดอกไม้อย่างคุณนาย 'ด่วน' เสมอ ที่เข้าทุกงานก็ด่วนหมด แล้วพี่จะให้ทำอันไหนกันแน่ครับ หรืองานที่ด่วนๆ ก็ทำๆ ไปก่อน แล้วค่อยมาแก้ทีหลัง สุดท้ายกลายเป็น Design Debt พอถึงวันที่ต้องมารีดีไซน์ใหม่ กลายเป็นหนี้ก้อนโต ที่ไม่มีใครกล้าแตะ เหมือนเล่นป๊อกเด้งแล้วโดนเจ้ากิน ละทบเงินไปเรื่อยๆ หวังว่าจะปลดหนี้ได้ สุดท้ายเสียมากกว่าเดิม
และนั่นคือความจริงใน Post-Apocalyptic ไม่ใช่แค่เฉพาะ UX World แต่เป็นทั้งโลกสำหรับ แรงงาน ทุกๆ ท่าน ที่ซากปรักหักพังไม่ใช่แค่เพียงโปรเจกต์ ที่ถล่มเหมือนตึกที่สร้างโดยเหล็กกลวง แต่รวมถึงใจของคนทำงานด้วยกันเอง คนทำงานอย่างเราไม่ได้ตายเพราะขาด Skill หรอกครับ แต่เราตายเพราะไม่มี Skill ไหนสอนให้เราอยู่รอดในระบบที่ “ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อมนุษย์” ตั้งแต่แรก
หลายที่ถึงขั้นเลิกพูดถึง Work-Life Balance ไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะพูดไปก็เหมือนขายคอร์สแบบจับเสือมือเปล่า เราอยู่ในโลกทุนนิยม ที่ทำงานแทบตาย สุดท้ายต้องเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลตัวเองอยู่ (สุขภาพจิต is a in-app purchase ที่แพงที่สุดในชีวิตของเหล่าดิจิทัลดีไซน์เนอร์)
แต่ก็ยังมีบางที่ — บางคน — ที่พยายามทำให้ทีมมันยังเหลือความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง โดยที่พวกเขาไม่ได้หวังจะหยุดไฟนรกหรอกครับ แต่ตั้งใจแค่ว่าจะ "กันไฟ" ไม่ให้ไหม้สบงตั้งแต่ก้าวแรกเหมือนหลวงปู่เค็ม (เชื่อเถอะครับ ในยุคนี้ แค่ยังมีคนมานั่งฟังเราบ่นว่าเหนื่อย โดยไม่เร่งเคลียร์ Task ก็ Miracle แล้ว)
หลายบริษัทเหล่านี้เห็นคุณค่าในการสร้างทีมแบบยอดมนุษย์ ที่เข้าใจมุนษย์จริงๆ
IDEO – Design for Rituals
IDEO ไม่ได้มีแค่ Brainstorming ชิคๆ คูลๆ แบบที่เราเห็นในสไลด์คอร์สแพงๆ แต่เขาออกแบบ Ritual ให้กับทีมด้วย อย่างเช่น
Morning Check-in → ไม่ใช่เช็คงาน แต่เช็คใจ ถามว่าวันนี้เป็นยังไงบ้าง แทนการถามว่า Task เสร็จยัง
Walking Meetings → ประชุมแบบเดินๆ แทนการนั่งจมอยู่เก้าอี้ จนเลือดคั่นตูดไหลไม่ถึงสมอง
Failure Share → ให้ทุกคนเล่าเรื่องพังๆ เฟลๆ ของตัวเอง โดยไม่ต้องกลัวจะโดนแซะหลังเลิกงาน
"UX ที่ดี เริ่มจากการฟังเพื่อนให้เป็น ก่อนจะฟัง User" และทีมที่กล้าแชร์ความล้มเหลวได้ คือทีมที่กล้าเสี่ยง กล้าคิด กล้าออกแบบของใหม่ได้จริง ไม่ใช่แค่ซอยเท้าอยู่ที่เดิม
“We believe rituals make teams resilient.”
– IDEO U, Designing for Team Culture
Dropbox – Focus Friday
Dropbox รู้ว่างานที่ดี ไม่ได้เกิดจากการ ปั่น Figma จนมือหงิก หรือ เข้าประชุมวนไป จนลืมว่าทำโปรเจกต์อะไรอยู่ แต่เกิดจากเวลาที่ไม่มีใครมากวน เลยออกแบบ Focus Friday ผมอาจจะใช้คำว่า ‘ศุกร์ศักดิ์สิทธิ์’ สำหรับวันศุกร์ที่จะไม่มีอะไรมากวน จะนั่งทำงานแบบ Deep Work จะไปเดินเล่นในสวน จะตีปิงปอง หรือจะจิบเบียร์ เอาให้เต็มที่ และจะไม่มีใครมากวนแน่นอน เพราะเขาเชื่อว่า Deep Work ต้องการพื้นที่ที่ไม่มีการรบกวน และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ฆ่า Productivity (พะยูนก็ไม่ได้ฆ่า) แต่สิ่งที่ฆ่าคือการรบกวนทั้งนั่งออกแบบอะไรสักอย่างอยู่ แต่ก็มีเสียง Discord เด้งทุกสิบนาที
“To do great work, we need uninterrupted time to focus.”
– Dropbox Blog: How Dropbox Teams Promote Focus at Work
Atlassian – Team Health Monitor
Atlassian เล่นใหญ่กว่าครับ พวกเขาไม่ได้วัดแค่งานเสร็จไหม แต่บริบทโดยรอบด้วยว่าพวกเรายังโอเคกันอยู่รึเปล่า เขาสร้างเครื่องมือที่เรียกว่า Team Health Monitor ไม่ใช่การวัด OKR หรือ KPI แต่มันคือเครื่องมือที่ให้ทีมวัดสุขภาพของความสัมพันธ์ระหว่างทีม มันเหมือน Retro แต่ไม่มี Structure มากมายขนาดนั้น แต่เป็นคำถามประมาณ 8 ข้อเพื่อวัดว่าทีมยังไว้ใจกันอยู่ไหมนะ / เราชัดเจนกันแค่ไหน / เรามี Psychological Safety กันจริงรึเปล่า เพราะบางครั้งทีมที่เก่งที่สุด ก็อยู่ไม่รอด ถ้าทุกคนระแวงกันเอง
“We don’t monitor people. We monitor how people feel about working together.”
– Atlassian Playbook
ส่วนตัวผมชอบวิธีนี้ที่สุด เพราะอย่างน้อยมันเป็นเหมือนการเช็คใจ มันคือพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้เราได้สื่อสารกันจริงๆ ได้ปรับความเข้าใจกันตั้งแต่ต้น และสามารถมองเห็นปัญหาก่อนที่จะลุกลามไปยาวแปดเมตร (มุกนี้ไม่จบไม่สิ้น) และที่สำคัญ มันคือพื้นที่ ที่จะให้เราได้ยอมรับว่า เราก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง ที่ทุกข์ มีสุข มีเศร้า มีผิดหวัง มีรัก มีโกรธ มีเกลียด มีอิจฉา มีรำคาน มีขยัน มีขี้เกียจ ก็มนุษย์คนนึงน่ะครับ
“Tools don’t build teams. Conversation does.”
– Atlassian
…
จะสังเกตเห็นเลยว่าเหล่า Designer Suvival เหล่านี้ มีบางสิ่งที่เหมือนกันคือ การให้ความสำคัญกับ
สุขภาพใจ สำคัญกว่าความเร็วในการทำงาน
พื้นที่ปลอดภัย คือพื้นที่ของการ Healing
เวลาเงียบ คือช่วงเวลาของ Productivity
และการออกแบบชีวิตคนในทีม สำคัญพอๆ กับการออกแบบ Product ให้กับ User
พวกเขาไม่ได้แค่มี Process แต่มี Ritual พวกเขาไม่ได้แค่มี Sprint แต่มี Space (พร้อม อัปความรู้ เสริมวิธีคิด ไปกับ space.up ไม่เกี่ยวกันครับ ขออภัย)
“ทีม UX ที่ยังอยู่รอดได้ ไม่ใช่ทีมที่ทำงานได้เร็วที่สุด แต่เป็นทีมที่ยังมองหน้ากันแล้วรู้สึกว่ายังดีใจที่ได้ร่วมทางกันอยู่” อันนี้ย้ำอีกครั้ง และย้ำมากๆ เลย สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทีมยังคงอยู่ได้อยู่ก็คือ ‘Trust’ และ ‘Respect’
แล้วเราจะออกแบบยังไงให้ทีมอยู่รอด ในโลกที่ Designer ถูกบีบทุกทิศ
“เราอาจห้ามคลื่นไม่ได้ แต่เราออกแบบ surfboard ได้”
ผมว่าเราคงไปเปลี่ยนโลกทันทีไม่ได้หรอกครับ แต่เราเลือก "ออกแบบวิธีอยู่ในโลกนี้ได้" ไม่ใช่การยอมจำนน แต่เป็นการออกแบบการรอดของเราเอง ด้วย Mindset ของนักออกแบบจริงๆ หลายบริษัทเริ่มมี UX Spa / UX Salon หรือแม้กระทั่ง UX Clinic ที่เป็น Space เพื่อ Healing ใจดวงน้อยๆ ของเหล่า Designer ให้มีแฮง กลับไปเป็นสีดาลุยไฟได้อีกครั้ง
ที่ทำงานผมเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า รวมตัวกันก่อตั้ง ‘UX Onzen’ ขึ้นมา เพราะเราเห็นความสำคัญของการทำงาน และการ Healing เพื่อไม่ให้เราถูก Burn ใจจน Out ไป
‘UX Onzen’ เราก็ไม่ต่างอะไรจากของที่อื่น ที่ตั้งใจจะให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย อย่างน้อยก็ Retro กันเดือนละครั้ง ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ พูดคุยแลกเปลี่ยนให้กำลังใจ เพราะเราตั้งใจสร้าง Life Support System ของทีม Design ที่ในอนาคตอาจจะมีหยิบยืม Rituals ของหลายๆ ที่มาเพื่อสร้างทีมดิจิทัลดีไซเนอร์ที่มีใจเป็นมนุษย์จริงๆ
เริ่มต้นวันจันทร์ด้วย Check-in: ไม่ถามแค่ว่างานถึงไหน แต่ถามว่าสภาพจิตใจเป็นยังไงบ้าง
จบ Sprint ด้วย Retro Emotional Bebrief: ที่ไม่ใช่แค่ สรุป Task ที่ทำมา แต่ต้องสรุปชีวิตที่ผ่านมาได้ด้วย
ตั้ง Gratitude Ritual: ให้มีพื้นที่ ขอบคุณกันเล็กๆ ก่อนแยกย้ายกันไปทำงาน Sprint ถัดไป
ใช้ Culture Canvas ออกแบบวิธีอยู่ร่วมกัน: ถามง่ายๆ ว่า เราให้ค่ากับอะไร / เราอยากเห็นพฤติกรรมแบบไหนเกิดบ่อยขึ้น / เราจะเช็คสภาพจิตใจกันยังไง / เราให้อภัยกันได้ไหมถ้ามีใครผิดพลาด
เพราะในโลกที่ User สำคัญมาก เพราะฉะนั้นทีมที่ทำเพื่อ User ก็สำคัญเหมือนกัน และเราหวังว่าหาก ‘UX Onzen’ เป็นประโยชน์จริงๆ อาจจะเชิญทีมมาร่วมกันถ่ายทอด เผื่อเป็นประโยชน์ให้กับทุกๆ ท่านครับ
…
UX ไม่ใช่แค่การออกแบบเพื่อคนอื่น แต่มันคือการกล้าหันมาออกแบบ ชีวิตการทำงานของตัวเองด้วย เราทำ Usability Testing ให้ปุ่ม Submit ง่ายขึ้น แล้วทำไมเราถึงไม่ทำ Usability Testing ให้ชีวิตการทำงานของเราง่ายขึ้นบ้างล่ะ
Work-Life UX ไม่ใช่ของเล่นๆ แต่มันคือ "Life Product" ที่เราใช้อยู่ทุกวัน ถ้าไม่ออกแบบมันให้ดี มันก็จะออกแบบชีวิตเราจนพังไปเอง จำไว้ว่า ถ้าเราไม่ออกแบบวิธีอยู่รอด ใครบางคนจะออกแบบ ระบบที่ทำให้เราอยู่ไม่รอด ให้เราเอง
ท้ายที่สุด ‘ไวรัส’ ที่ระบาดนี้ รุนแรงยิ่งกว่าโควิด และท้ายที่สุดที่หนักคือการ Burn ใจเราจน Out และเผาไหม้คุณค่า และความรู้สึกเราจนวันหนึ่งเราจะไม่เหลืออะไรเลย อันนี้อยากให้ระวังตัวเองกันด้วยนะครับ แต่ผมไม่ได้กำลังจะโทษใคร และไม่ได้กล่าวหา หรือส่งเสริมให้ชี้โทษโกรธใคร ผมไม่โทษ Owner หรือ Stakeholder เขาก็ต้องมีมุมที่ต้องจัดการ และตัดสินใจ ไม่ได้โทษทีมและอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ได้จะมาหาคนผิด เพราะสุดท้าย เราทุกคนต่างก็เป็นมนุษย์แรงงาน ที่เอาตัวกับใจเข้าแลก และต่อสู้กับปัญหาอยู่ดี
ผมกลับเอาใจช่วย และมองโลกในด้านของคนเหล่านี้บ้างบางครั้ง และหวังว่าสักวันพวกเขาคงจะ หันมามองโลกดีไซเนอร์อย่างเราบ้างก็เท่านั้นเอง
…
วันแรงงานนี้ สำหรับตัวผมที่ยังพอมีไฟเหลืออย่างน้อยนิด อยากกอดทีมดิจิทัลดีไซเนอร์ และทุกท่าน เหล่าแรงงานดิจิทัล ที่ยังอยู่ตรงนี้ เพราะบางทีการเป็นอย่างเราๆ อาจไม่ได้เหนื่อยแค่จากปัญหา จาก User แต่มันเหนื่อยจากการไม่มีใครออกแบบระบบให้เราอยู่ได้แบบมีใจอย่างมนุษย์จริงๆ
วันแรงงานนี้ ขอให้ทุกคนได้พัก ได้อยู่เงียบๆ ได้หัวเราะ ได้เล่นไพ่ ได้สังสรรค์ และได้เป็นคนที่มีพลังไฟแบบไม่ Burnout ในทีมอีกครั้งนะครับ
ขอบคุณเหล่าดิจิทัลดีไซเนอร์ทุกท่าน ที่ยังพยายามต่อสู้ ขอบคุณที่ยังสนใจ user ขอบคุณที่ยังสนใจเพื่อนร่วมทีม และขอบคุณที่ยังเชื่อว่าเราสามารถออกแบบโลกให้ดีขึ้นได้ ไม่ต้อง Perfect ไม่ต้อง Win ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน ไม่ต้องได้ผล Research 100% ทุกครั้ง ฟีเจอร์ที่เราออกแบบไม่จำเป็นต้อง Impact ขนาดนั้น หรือทะเลาะกันบ้างในทีมเป็นสีสันก็ยังไหว ขอแค่ให้เรายังเป็นมนุษย์ ในโลก ‘UX Apocalyse’ นี้ได้ นั่นก็โคตรสำเร็จแล้วครับ
Happy Workers' Day นะ ทีม แรงงานดิจิทัลทุกคนที่ยังไม่หมดไฟ
Presented by s.up dnscool —’space’ to growth ‘up’
Crafting Skills. Designing Destiny.
The Pub for Life-Vibe-Skill.